6 ภาพยนตร์อบอุ่น
เหมือนได้พาใจกลับบ้าน ในเทศกาลวันครอบครัว

 สงกรานต์’ หรือ ‘ปีใหม่ไทย’ นี้  แสนสิริอยากชนทุกคนมารับชมภาพยนตร์ที่ชวนคิดถึงการกลับบ้านด้วย เพราะมักบรรยากาศแห่งการเดินทาง หรือใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัวได้วนมาอีกครั้ง หลายคนกลับต่างจังหวัด หรือเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อนด้วยกัน ส่วนใครที่กลับบ้านแต่ไม่อยากออกไปสาดน้ำหรือท้าแดดข้างนอกบ้าน แสนสิริอยากชวนทุกคนมาเอนกายดูภาพยนตร์ไปด้วยกัน 

วันนี้เราได้รวบรวม 6 ภาพยนตร์สุดอบอุ่นใจ ที่เหมือนได้พาหัวใจได้กลับบ้าน ในเทศกาลวันแห่งครอบครัว แฝงไปด้วยเรื่องราวอบอุ่นครบรส ของการเดินทางกลับบ้านในหลากหลายมิติและสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือทางใจก็ตาม แต่เมื่อได้รับชมจนจบแล้ว ทำให้เราเข้าใจความสำคัญของการเดินทางเพื่อกลับไปเจอคนที่รักมากขึ้น เพราะจริงๆ แล้ว ‘บ้าน’ สำหรับใครบางคน อาจจะไม่ใช่สถานที่ แต่หมายถึงผู้คนด้วยเช่นกัน

โดยมีทั้งภาพยนตร์ที่อยู่ในดวงใจของใครหลายคน ที่ดูแล้วต้องคิดถึงเทศกาลสงกรานต์อยู่เสมออย่าง ‘รถไฟฟ้า มาหานะเธอ’ หรือภาพยนตร์สุดประทับใจในการกลับบ้านเพื่อใช้เวลากับคนที่คุณรักจนวันสุดท้ายอย่าง ‘โกฮัง..หัวใจโกโฮม’ และ ‘Number One’ เป็นต้น จะมีภาพยนตร์เรื่องไหนที่น่าสนใจอีกบ้าง ลองไปดูด้วยกันเลยค่ะ!

แสนสิริให้ความสำคัญกับบ้านที่ช่วยตอบโจทย์ชีวิตทุกด้านได้อย่างลงตัว ถ้าใครกำลังมองหาพื้นที่สำหรับผ่อนคลายในวันหยุดแบบนี้ สำหรับนอนดูภาพยนตร์ทั้งหมดไปจนหมดวันได้อย่างสุขกายสบายใจ เราก็มีโครงการหลากหลายรูปแบบให้ทุกคนได้เข้ามาลองเอนกาย พักใจในโครงการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณได้ครบทุกรูปแบบอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือคอนโดมิเนียม ที่พร้อมรองรับความหลากหลายไลฟ์ของสไตล์ของคุณได้อย่างพอดี

โกฮัง..หัวใจโกโฮม 

ภาพยนตร์สุดอบอุ่นหัวใจเรื่องล่าสุดจาก GDH ผ่านมุมมองของ 3 ผู้กำกับอย่าง คุณหมู ชยนพ บุญประกอบ, คุณบาส พูนพิริยะ และ คุณอัตต้า อัตตา เหมวดี รวมกับ 2 โปรดิวเซอร์ชื่อดัง ที่มาช่วยทำให้เรื่องราวกลมกล่อมมากขึ้นอย่าง คุณวัน วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ จากภาพยนตร์หลานม่า และ คุณบาส พูนพิริยะ จากภาพยนตร์ฉลาดเกมส์โกง แสดงนำโดยน้องโคริ พี่มีโชค และ ลุงหิมะ เหล่าน้องหมาที่เป็นตัวแทนของบทเจ้าโกฮังในแต่ละช่วงวัย ซึ่งก็สามารถครองใจคนไทยได้ตั้งแต่วันแรก ด้วยการเปิดตัวด้วยรายได้อันดับ 1 บ็อกซ์ออฟฟิศตั้งแต่วันแรกที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์

โกฮังเล่าเรื่องราวของเจ้าหมาจรจัดอย่าง ‘โกฮัง’ ตลอดระยะเวลา 10 ปี ของ 3 ช่วงวัยที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ตามความสัมพันธ์ของโกฮังกับเจ้าของ 3 คนที่่ต่างกัน จากหมาเด็กจรจัดที่ถูกนำมาทิ้ง ต้องเรร่อนใช้ชีวิตอยู่ที่หน้าร้านสะดวกซื้อ ถูกเก็บไปเลี้ยงโดย ‘ฮิโระ’ วิศวกรชาวญี่ปุ่นวัยเกษียณ ที่เข้ามาเป็นบ้านหลังแรกให้ กำเนิดเป็น ‘โกฮัง’ ที่ได้เติมเต็มช่วงเวลาแสนอบอุ่นให้กัน แต่โชคกลับไม่เข้าข้างให้เป็นบ้านสุดท้าย ซ้ำกลับถูกเก็บไปเลี้ยงต่อด้วยมูลนิธิ(ไม่)เพื่อการกุศล แต่ก็ทำให้โกฮังไปเจอกับ ‘น้ำชา’ แม่บ้านชาวเมียนมาที่คอยดูแลสุนัขในมูลนิธิ และเป็นคนที่ช่วยโกฮังออกมาจากขุมนรก จนนำไปสู่ชีวิตใหม่ที่ชื่อ ‘บราวนี่’ แม้สุดท้ายจะไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ แต่น้ำชาก็ช่วยส่งให้บราวนี่ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ โดยไม่ต้องเจอชีวิตแบบที่มูลนิธิอีกครั้ง และช่วงชีวิตสุดท้ายของการเป็นหมาจรจัดที่ชานชะลารถไฟ ทำให้บราวนี่ได้เข้าไปเป็นกาวเชื่อมใจในความสัมพันธ์ของคู่รักอย่าง ‘ใจดี’ และ ‘เปเล่’ ที่ช่วยเข้ามาเลี้ยง ดูแล และเป็นบ้านหลังสุดท้ายในช่วงชีวิตใหม่ของ ‘หิมะ’

“ไม่ว่าเขาจะมีชื่อมาแล้วกี่ชื่อ แต่ฉันขอให้เขาได้เจอคนที่ตั้งชื่อสุดท้ายให้เขา รักเขาไม่ว่าเขาจะชื่อว่าอะไร”

ภาพยนตร์ทำให้เราเห็นชีวิตของสุนัขจรจัดตัวขาว ที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ผ่านความผูกพัน การรอคอย และความหวังที่จะได้พบ ‘บ้าน’ สักครั้งในชีวิต ทุกการพบเจอและลาจากคือบทเรียนของหัวใจที่สอนให้เราเข้าใจ ความหมายของคำว่าบ้านได้ลึกซึ้งมากขึ้น ไม่ได้อยู่ที่สถานที่ แต่เกิดจากความสัมพันธ์ ความห่วงใย และหัวใจที่เข้าใจกัน ชวนได้ย้อนคิดถึงความผูกพันกับสัตว์เลี้ยง มิตรภาพ และความรักในครอบครัวผ่านรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และน้ำตาแห่งความสุข จนอยากกลับไปกอดเจ้าสี่ขาที่บ้าน

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก trueid และ tnn thailand

Project Hail Mary 

ภาพยนตร์แนวไซไฟอวกาศที่จะกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ดวงใจของใครหลายคนแน่นอน ผลงานการกำกับของกำกับ ฟิล ลอร์ด และ คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ คู่หูเบื้องหลังจากThe LEGO Movie และ Spider-Verse โดย ภาพยนตร์ดัดแปลงจากนิยายขายดีของ แอนดี้ เวียร์ (Andy Weir) ผู้แต่ง The Martian นำแสดงโดย ไรอัน กอสลิง ซึ่งเมื่อเปิดตัวฉายก็เป็นที่พูดถึงมากที่สุด ด้วยคะแนน Rotten Tomatoes สูงถึง 94% และเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์เกือบทุกสำนัก ด้วยการการถ่ายทอดหนังสือนิยายความยาว 496 หน้า เหลือเพียงบทภาพยนตร์ความยาว 156 นาที การันตีกระแสมาแรงด้วยตำแหน่ง “Top 100 Films of All Time จาก Letterboxd” ถือเป็น 1 ใน 100 หนังที่ดีที่สุดตลอดกาลที่คอหนังทั่วโลกเทใจให้

ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของ ‘ไรแลนด์ เกรซ’ ครูวิทยาศาสตร์ที่ตื่นมาบนยานอวกาศเพียงลำพังพร้อมความจำเสื่อมและพบร่างของเพื่อนร่วมทีม เขาจำได้ว่าโลกกำลังเผชิญวิกฤตแบคทีเรียกินดวงอาทิตย์อย่าง ‘แอสโทรเฟจ’ ทำให้โลกเสี่ยงต่อการเป็นยุคน้ำแข็งและมนุษยชาติจะสูญพันธุ์ในอีกประมาณ 30 ปี เขาจึงต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์หาทางช่วยโลกให้ได้ โดยระหว่างการเดินทางเขาก็ได้พบมิตรภาพต่างดาวอย่าง ‘ร็อคกี้’ มนุษย์ต่างดาวผู้มาเยือนจากระบบดาวอื่นที่มีเป้าหมายเดียวกัน ในฐานะวิศวกรของทั้งสองดาว ทั้งคู่ที่ต่างกันสุดขั้วต้องกลายมาเป็นคู่หูกับเพื่อใช้สติปัญญาและมิตรภาพ เพื่อไขปริศนาของอวกาศที่ซับซ้อน พาโลกและดาว 40 Eridani ให้รอดพ้นจากภัยครั้งนี้ไปให้ได้

“If Grace Rocky save stars, we can go home.”

ภาพยนตร์ทำให้เราเห็นภาพของมิตรภาพระหว่างเกรซและร็อคกี้ ว่าความแตกต่างทางภาษา สปีชีส์ หรือ วัฒนธรรม ไม่ใช่อุปสรรคในการแก้ปัญหาด้วยความหวังที่ไม่สิ้นสุด ผ่านการเอาชนะความกลัวด้วยวิทยาศาสตร์ ความสำคัญของมิตรภาพ และการค้นพบคุณค่าของการสียสละตัวเองเพื่ออุทิศให้กับเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่

ทั้งหมดนี้ถ่ายทอดผ่านเนื้อหาที่เนิร์ดแต่เปี่ยมด้วยหัวใจ  เพราะขั้นกว่าของการได้ช่วยเหลือเผ่าพันธุ์ของตัวเองให้รอดจากวิกฤตได้ ท้ายที่สุดแล้วเราต่างก็ต้องมีบ้านหรือคนรักให้กลับไปหา ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนก็ตาม แม้สำหรับเกรซเอง บางครั้งบ้านอาจไม่ใช่บนโลกอีกต่อไป แต่คือเพื่อนร่วมทางบนอวกาศที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยจากความเมตตา มากกว่าสิ่งที่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันเลือกหยิบยื่นให้เขา ซึ่งในอีกมุมช่วยสะท้อนการมีอยู่จริงของระบอบและแนวคิดที่ผิดเพี้ยนของมนุษย์บนโลก ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เผ่าพันธุ์ของตนเองไม่ล่มสลายเช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก lifestyle asia

Number One 

ภาพยนตร์ดราม่า – แฟนตาซี ที่ได้กวาดเสียงชื่นชมและรีวิวบวกอย่างถล่มทลาย โดยการันตีเป็นเสียงเดียวว่ากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ กับเรื่องราวสุดอบอุ่นที่ดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นของนักเขียนชาวญี่ปุ่น อูวาโนะ โซระ เรื่อง “You Have 328 Chances Left to Eat Your Mother’s Cooking”  กำกับโดย คิมแทยง นำแสดงโดย ชเวอูชิก จาก Our Beloved Summer, Train to Busan, Parasite และ จางฮเยจิน จาก Crash Landing on You, A Time Called You, Parasite ซึ่งเป็นอีกครั้งที่ทั้งคู่ได้เล่นเป็นแม่ลูกกัน หลังจากเรื่อง Parasite (2019) ที่สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก

ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของ ‘ฮามิน’ ที่จู่ๆ ก็เริ่มมองเหนตัวเลข 365 ปรากฎขึ้นทุกครั้งที่เขาได้รับประทานอาหารของฝีมือแม่ และตัวเลขนั้นยังลดลงเรื่อยๆ ตามจำนวนคำที่เขาทานเขาไป เขาจึงปักใจเชื่อว่าตัวเลขนี้คือการนับถอยหลังไปสู่วันที่แม่เขาจะหายไปจากโลก เขาจึงเริ่มตีตัวออกห่างด้วยการย้ายไปทำงานในเมือง เพื่อหลีกเลี่ยงการทานอาหารฝึมือของแม่ผ่านวิธีต่างๆ เพื่อหาวิธียื้อเวลาให้ได้นานที่สุด แต่ในขณะที่ชีวิตของเขากำลังเดินทางไปด้วยได้อย่างสวยงามกับแฟนสาว ความจริงบางอย่างก็ปรากฎขึ้น ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล จนต้องกลับบ้านเพื่อไปเจอกับแม่ของเขาอีกครั้ง

“I go home twice a year, how many times do I have left to see my parents?”

ภาพยนตร์ชวนให้คิดถึงความสำคัญของการใช้เวลาอยู่กับคนที่รักและครอบครัวได้อย่างลึกซึ้ง เล่าเรื่องอบอุ่นใจของความสัมพันธ์ในครอบครัวผ่านสิ่งใกล้ตัวอย่างมื้ออาหาร ผ่านการตั้งคำถามว่า “เราเหลือเวลากินข้าวฝีมือแม่ได้อีกกี่ครั้ง” เพราะไม่ว่าเราจะเติบโตขึ้นแค่ไหน หรือออกไปใช้ชีวิตไกลบ้านเพียงใด รสชาติของอาหารที่คุ้นเคยและอร่อยที่สุดสำหรับใครหลายคน ก็มักยังคงเป็นอาหารฝีมือแม่ที่เคยกินมาตั้งแต่เด็ก เชื่อว่าหลายคนที่เคยลืมรสชาติแห่งความทรงจำของแม่แล้ว แต่เมื่อได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบจน จะต้องคิดถึงบ้านและอยากกลับไปทานอาหารฝีมือแม่อีกสักครั้งแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก The Korea Times, ข่าวสด และ sarakadee lite

รถไฟฟ้า มาหานะเธอ 

ภาพยนตร์โรแมนติก – คอมเมดี้ไทย สะท้อนชีวิตรักของหนุ่ม-สาวในเมือง ที่แม้ผ่านมาเป็น 10 ปี แต่ยังสามารถนำบริบทการใช้ชีวิตรูปแบบเดิมกับในกรุงเทพฯ ปัจจุบันได้เช่นเดิม ภาพยนตร์ร่วมเขียนบทและกำกับโดย คุณปิ๊ง อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม นำแสดงโดย คุณเคน ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ และ  คุณคริส หอวัง จากค่ายหนังคุ้นหูเรามาหลายยุคสมัยอย่าง GTH หรือ GDH ในตอนนี้นั่นเอง เรียกได้ว่าแม้จะผ่านมากว่า 15 ปีแล้ว แต่กลับเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ชื่อดังที่ได้รับการพูดถึงอยู่ทุกปีไม่เปลี่ยนแปลง จากการประสบความสำเร็จตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว ทำรายได้ก่อนจะปิดจบการฉายไปกว่า 145 ล้านบาท และยังสามารถกวาดรางวัลขวัญใจมหาชนมาครองได้สำเร็จอีกหลายเวที

ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของ ‘เหมยลี่’ สาวออฟฟิศวัย 30 ปี ผู้ไม่เคยมีความรักสักครั้งในชีวิต จนเพื่อนรักทยอยแต่งงานกันจนหมด แม้แต่เพื่อสนิทที่สุดในชีวิตอย่าง ‘เป็ด’ จึงทำให้เหมยลี่พยายามจะใช้ชีวิตด้วยตัวเองแบบไม่รบกวนเพื่อนๆ ที่ออกเรือนแต่งงานไปแล้วอีก จนวันที่เหมยลี่ได้พบกับ ‘ลุง’ หนุ่มวิศวกรสุดเท่จากรถไฟฟ้าบีทีเอส จากความบังเอิญนำไปสู่ความตั้งใจ เพื่อทำความรู้จักและสานต่อความสัมพันธ์ให้มากขึ้นกว่าเดิม ท่ามกลางอุปสรรคมากมาย ทั้งจากครอบครัว คู่แข่งอย่างน้องสาวที่รัก และถ่านไฟเก่าของลุง ที่โผล่มาเพื่อพิสูจน์ความรักของเหมยลี่อย่างต่อเนื่อง

“ถึงกล้องมันจะพังไปแล้ว แต่ Memory ก็ยังอยู่นะ”

ภาพยนตร์ทำให้เราเห็นถึงหลายมุมมองของความรักที่มาพร้อมจังหวะเวลาและโอกาสที่เหมาะสม  แม้เมืองจะทำให้เราโดดเดี่ยวและวุ่นวาย แต่การมีความรักในช่วงวัยหนึ่งของชีวิต เปรียบเหมือนการหาคนที่เข้ามาเติมเต็มพื้นที่ว่างในหัวใจ ไม่ใช่แค่การคบใครสักคนเพื่อแก้ความเหงา ถ้าถามว่าบ้านสำหรับเหมยลี่คืออะไร ก็ตอบได้เต็มปากว่า ‘ครอบครัว’ ที่แม้จะดูวุ่นวาย แต่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เหมยลี่ได้เสมอ จากการได้เปิดใจพูดคุยเรื่องต่างๆ ในชีวิต ที่แม้แนวคิดการใช้ชีวิตจะต่างกัน ตามช่วงวัยของอายุที่ต่างกัน แต่ก็พร้อมทำความเข้าใจและอยากเห็นลูกมีความสุขอยู่เสมอ เหมือนกับการแอบหวังว่าดาวหางแม็กไบรต์จำลองจะพาใครสักคนโคจรมารักกันสักที

Perfect Day 

ภาพยนตร์ของคนเหงา อบอุ่น เต็มไปด้วยรสนิยม ที่กำกับโดย วิม เวนเดอร์ ผู้กำกับและนักทำหนังชาวเยอรมันระดับปรมาจารย์ จากเรื่อง Paris, Texas (1984) และ Wings of Desire (1987)  และร่วมเขียนบทกับโดย ทาคุมะ ทาคาเซกิ ภาพยนตร์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมากมาย เช่น รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากงานประกาศรางวัล Festival de Cannes ปี 2023, รางวัลจากเวที Tokyo International Film Festival รวมถึงเป็นภาพยนตร์ตัวแทนจากญี่ปุ่นที่เข้าชิงถึงรอบสุดท้ายในงานประกาศรางวัล Oscars ครั้งที่ 96

ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวชีวิตของ ‘ฮิรายามะ’ คุณลุงที่มีอาชีพเป็นคนล้างห้องน้ำของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เขาใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและอยู่คนเดียวเพียงลำพัง ชีวิตประจำวันของเขาคือการออกมาทำงานล้างห้องน้ำ  เที่ยงจะแวะเข้าไปกินแซนด์วิชจากร้านสะดวกซื้อในสวนสาธารณะ มีเพื่อนร่วมมื้อที่ไม่เคยพูดคุยกันเป็นสาวออฟฟิศ เขาชอบธรรมชาติเป็นชีวิตจิตใจ และต้องได้ถ่ายรูปต้นไม้เก็บไว้ทุกวันด้วยกล้องคอมแพคต์เล็กๆ  หลังลิกงานก็ออกไปทานอาหารในร้านประจำตรงปากทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดิน ถ้าอยากอาบน้ำ ก็ไปโรงอาบน้ำสาธารณะ จากนั้นคุณก็ถีบจักรยานกลับบ้าน ฟังเพลงจากเทปคาสเซตต์ม้วนเก่า หรืออ่านหนังสือจากร้านมือสอง ก่อนจะตื่นรับวันใหม่อีกครั้ง ชีวิตเขาเปลี่ยนจากการมาของ ‘นิโกะ’ หลานสาวของเขาที่ได้หนีออกจากบ้านครั้งแรกและขอมาอาศัยอยู่ด้วย

“Next time is next time. Now is now.”

ภาพยนตร์นำเสนอแนวคิดการค้นหาความสุขที่เรียบง่ายในชีวิตประจำวันที่อยู่กับปัจจุบัน การพอใจในสิ่งที่มี และการทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดโดยไม่จำเป็นต้องเร่งรีบหรือแข่งขันกับใคร พอใจกับปัจจุบัน ไม่ฟูมฟายถึงอดีต ไม่คาดหวังถึงอนาคต เพื่อพบว่า “วันที่ดีที่สุด” คือวันที่เราได้เป็นตัวเอง ผ่านตัวละครของฮิรายามะที่ทำให้เห็นว่าบ้านคือที่สถานที่พักใจที่ดีที่สุด ด้วยการจัดแต่งอย่างเรียบง่าย ทุกอย่างถูกจัดวางเฉพาะสิ่งที่จำเป็นในการใช้ชีวิต ช่วยสะท้อนปรัชญาญี่ปุ่นที่ว่า ความสุขที่แท้จริงหาได้จากภายในใจของเราเอง ผ่านการใช้ชีวิตในแบบที่เราเลือก ไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น และปล่อยให้ชีวิตไหลไปตามทางที่เลือก

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก the standard, vogue และ thairath

Rental Family 

ภาพยนตร์ฟีลกู๊ดที่สุดอบอุ่นใจได้รับคำชื่นชมมากมายจากผู้ชมและนักวิจารณ์ว่าเป็นภาพยนตร์ที่อบอุ่น ตราตรึงใจ กำกับโดย ฮิคาริ ผู้กำกับมากฝีมือจากผลงาน Beef, Tokyo Vice, 37 Seconds และนำแสดงโดย เบรนแดน เฟรเซอร์ เจ้าของรางวัล Academy Award และ Screen Actors Guild Award จาก The Whale โดยภาพยนตร์ประสบความสำเร็จได้รับรางวัลอย่าง Audience Award จากเทศกาลภาพยนตร์ Middleburg รวมถึงการันตีคุณภาพด้วยรางวัล Top 10 Films of the Year (2025) จาก National Board of Review

ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของ ‘ฟิลลิป’ นักแสดงชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว จนกระทั่งเขาได้รู้จักกับบริษัทเอเจนซี่ให้เช่าครอบครัว ที่ให้เขาได้เข้าไปสวมบทบาทเป็นหนึ่งในครอบครัว ทั้ง พ่อ แม่ หรือเพื่อน ให้กับคนแปลกหน้าเพื่อเติมเต็มช่องว่างในใจ ซึ่งฟิลลิปได้ลองสวมหลายบทบาท ทั้งพ่อที่ทิ้งลูกสาว คู่หมั้น หรือเพื่อนสนิท จนมาถึงบทบาทเป็นคุณพ่อให้กับ ‘มีอา’ เด็กสาวที่เติบโตมากับแม่เลี้ยงเดี่ยวชาวญี่ปุ่น ที่ต้องทำให้เธอเชื่อว่าเขาคือพ่อจริงๆ ของเธอ จนเริ่มผูกพันและค้นพบความหมายที่แท้จริงของความสัมพันธ์

“Sometimes the story we tell ourselves becomes the truth.”

ภาพยนตร์ทำให้เราเห็นภาพของการสะท้อนความเหงาในสังคมยุคใหม่ ผ่านธุรกิจจ้างคนมาสวมบทบาทคนสำคัญ เพื่อเติมเต็มช่องว่างในใจและความจำเป็นทางสังคม โดยมีข้อคิดสำคัญคือการยอมรับความเปราะบางของมนุษย์ ชวนผู้ชมอย่างเรากลับมาทบทวนความหมายของคำว่าครอบครัว การมีตัวตน และการเชื่อมโยงกันของผู้คน ท่ามกลางการเผชิญหน้ากับคำถามเชิงศีลธรรม เขากลับค้นพบความหมายของการมีตัวตน การเป็นส่วนหนึ่ง และความงดงามของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน จนทำให้ใครคนหนึ่งสามารถค้นพบบ้านของหัวใจได้อีกครั้ง

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก the matter และ GQ thailand

 

CONTRIBUTOR

Related Articles

Petriarchy 101 สเต็ปการเลี้ยงเจ้าสี่ขาของคนยุคใหม่ ให้มาเป็นครอบครัว

  ในยุคนี้ หลายคนคงคุ้นตากับภาพคนจูงน้องหมาไปงานวิ่ง จัดงานวันเกิดให้น้องแมว หรือแม้กระทั่งการที่เหล่าเจ้าสี่ขามีช่องทาง Social Media คอยอัพเดตเรื่องราวในแต่ละวันเป็นของตัวเองเหมือนพวกเรา ซึ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยค่ะ นี่คือปรากฏการณ์  Pet Humanization หรือการดูแลสัตว์เลี้ยงให้เหมือนสมาชิกในครอบครัว ซึ่งเกิดจากไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป ทั้งเทรนด์การไ่ม่มีลูก, การนิยมทำงานที่บ้านมากขึ้น ทำให้การเลี้ยงสัตว์เป็นเหมือนตัวแทนความรักและเข้ามาเติมเต็มจิตใจ แถมยังช่วยลดทอนความเครียดจากวันเหนื่อยๆ ตั้งแต่คนโสดที่มีเจ้าสี่ขาเป็นเพื่อนคลายเหงา คู่รักที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นตัวแทนความรักเหมือนลูกแท้ๆ

GIG ECONOMY กับการสร้าง Young Millionaire: เมื่อ ‘งานอิสระ กลายเป็นเครื่องผลิตเงินล้า

  ถ้าสังเกตให้ดีเราจะเห็นว่าหลังช่วง โควิด-19 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบในหลายๆ วิถีชีวิต โดยเห็นชัดที่สุดคือวิถีการทำงานที่ต้องปรับเปลี่ยนจากการทำงานในออฟฟิศสู่การทำงานรูปแบบ Hybrid Working จนถึงการกลับมาของ ‘Gig Economy’ ระบบเศรษฐกิจที่ถูกขับเคลื่อนด้วยการทำงานในแบบชั่วคราว โดยเน้นการทำงานด้วยความอิสระและสร้างความยืดหยุ่นมากขึ้น ทำงานแบบจบไปเป็นครั้งๆ เพราะในยุคที่เทคโนโลยีเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้เกิดอาชีพหรือช่องทางทำเงินได้แค่ปลายนิ้วผ่านหน้าจอโทรศัพท์ เช่น Influencer, YouTuber,

I Love My Job 5 อาชีพของตัวละครสุดเจ๋งในซีรีส์ ที่ช่วยเติมแพสชันให้คนมีฝัน

I Love My Job, I Love My Job, I Love My Job น่าจะเป็นหนึ่งในประโยคที่ติดปากใครหลายคนในช่วงนี้ใช่ไหมคะ ส่วนใครที่เป็นแฟนซีรีส์น่าจะได้เห็นอาชีพที่แปลกใหม่ หลากหลาย และน่าสนใจจากเหล่าตัวเอกในซีรีส์เรื่องโปรดกันมาไม่มากก็น้อย  วันนี้แสนสิริเราได้ลองรวบรวม 5 อาชีพสุดเจ๋งของตัวละครในซีรีส์ที่เมื่อได้ดูก็ช่วยเติมแพสชันให้ชาวออฟฟิศหรือเติมไฟให้คนมีฝัน จนรู้สึกอยากลุกออกไปทำงานที่เรารักได้แบบในซีรีส์ทันที