ก่อนจะผ่านพ้นเดือนมกราคมไป แม้จะเดือนนี้จะมีวันสำคัญมากมายทั้งแบบสากลอย่างวันปีใหม่ หรือของไทยที่ให้เราได้สนุกสนานกันต่อไม่ทิ้งช่วงความ festive อย่างวันเด็ก แต่ตอนนี้ไทยเรามีอีกวันที่น่าจดจำไม่แพ้กันในเดือนมกราคมอย่างวันที่ประเทศไทยมีการประกาศใช้ “กฎหมายสมรสเท่าเทียม” นั่นเองค่ะ
ผ่านมาแล้ว 1 ปีที่ความเท่าเทียมได้เบ่งบานไปทั่วแผ่นดินไทยอย่างสวยงาม มองในด้านสื่อเองเราจะเห็นว่าประเทศไทยมีการฉายภาพทั่วไปที่มีภาพของคู่รักเพศเดียวกันเป็นปกติ ให้เราได้เห็นภาพชายรักชายหรือหญิงรักหญิง เหมือนกับคู่รักทั่วไปโดยไม่มีเรื่องเพศมาขวางกั้น และปฏิเสธไม่ได้ว่าการเกิดขึ้นของซีรีส์วายนั้น นอกจากช่วยขับเคลื่อนเรื่องความเท่าเทียมผ่านบทและเรื่องราวแล้ว ยังมีเรื่องของเศรษฐกิจ และการเกิดขึ้นของ Pop Culture ที่ทับซ้อนตามกันมาอย่างน่าสนใจ เช่น ‘วัฒนธรรมการเติมเกย์’
วันนี้แสนสิริอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจวัฒนธรรมการเติมเกย์ของสาววายให้ลึกซึ้งขึ้นมากกว่าเดิม
ในปัจจุบันตามโลกโซเชียลมีเดียตอนนี้เราจะเห็นคอนเทนต์การเติมเกย์ของสาววายขึ้นมามากมาย แม้ในโลกที่ความเท่าเทียมถึงเส้นชัยแล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจิ้น การฟิน หรือการมโนของสาววาย ที่เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคมแบบทางอ้อม ยังถูกมองว่าไร้สาระโดยไม่อยู่บนพื้นฐานความจริงของกรอบสังคม แต่ถ้าหากมองให้ลึกมากกว่านั้นจะพบว่าวัฒนธรรมของสาววายมีความเป็นปัจเจกเฉพาะบุคคล อีกทั้งยังมีอัตลักษณ์และรสนิยมเฉพาะตัวที่แตกต่างออกไปจากสังคมกระแสหลัก จะมีเรื่องราวการเดินทางและแนวคิดอะไรที่น่าสนใจบ้าง ลองไปอ่านด้วยกันเลยค่ะ!
ที่แสนสิริเอง เราเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เพศ (Gender), ศักยภาพ (Ability) หรือ สถานะทางสังคม (Status) เราทุกคนล้วนมีบางจุดที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ยังมีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตในแบบของตนเอง และสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดนั้นได้ แสนสิริอยากชวนให้สังคมหยุดตีกรอบ เริ่มต้นด้วย “ความเข้าใจ” เพราะการเคารพในตัวตนของกันและกัน คือรากฐานของสังคมที่เท่าเทียมอย่างแท้จริง
อ่านเรื่องราวของ Live Equally ที่นี่ คลิก! https://siri.ly/vIM1p56



จุดเริ่มต้นแบบ ‘วายๆ’ จากความชื่นชอบสู่อุตสาหกรรมสื่อระดับชาติ
ถ้าต้องย้อนความเป็นมาก่อนเกิดสาววาย แน่นอนว่ามาจากคำศัพท์ที่เรียกติดปากจากทางฝั่งประเทศญี่ปุ่นนั่นเองค่ะ โดยสาววายยุคแรกนั้นมาจากวัฒนธรรมย่อยของผู้หญิงในสังคมญี่ปุ่น ช่วงปี ค.ศ. 1960 เริ่มต้นจากการชื่นชอบมังงะและนวนิยายแบบ Tanbi ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการบูชาความรักและมองหาความรัก ที่ก้าวข้ามผ่านความรักของพ่อกับลูก แบบไม่เคร่งต่อศีลธรรมและจริยธรรมตามขนบของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแน่นอนผู้ที่ผลิตผลงานส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นผู้หญิง
ต่อมา Tanbi ได้รับความนิยมน้อยลง จากข้อจำกัดด้านภาษาและการวางเส้นรื่อง ทำให้ช่วง ค.ศ. 1970 กำเนิดผลงานที่เรียกว่า Shonen-ai โดยกลุ่มนักวากการ์ตูนผู้หญิง ที่เข้ามาดึงดูดใจนักอ่านสาวๆ ทั้งหลาย โดยมีที่มาจากคำว่า Shonen ที่แปลว่า เด็กผู้ชาย และ Ai ที่แปลว่า ความรัก จนกลายเป็นคำที่นิยมกว้างขวางอย่างมากในช่วงปีนั้น ทำให้มีผลงานออกมาทั้งรูปแบบอานิเมะ ภาพยนตร์ และวรรณกรรมจำนวนมาก ภายหลังเนื้อหาจากที่ลึกซึ้งและท้าทายผู้อ่านกลับกลายเป็นความสัมพันธ์อันลึกซึ้งมากขึ้น จึงทำให้ได้รับความนิยมลดลง
ต่อมาช่วงปี ค.ศ. 1979 นักวาดการ์ตูนอย่าง ‘ยาซุโกะ ซากาตะ’ และ ‘อะกิโกะ ฮัตสึ’ ได้เริ่มผลิตผลงานที่ตั้งชื่อว่า “Yaoi” ซึ่งเป็นการย่อคำศัพทย์สามคำอย่าง Yama Nashi แปลว่า ไม่มีจุดเด่น, Ochi Nashi แปลว่า ไม่มีมีประเด็น และ Imi Nacho ที่แปลว่า ไม่มีความหมาย ทำให้แปลออกมาได้ว่า เรื่องราวที่ไม่มีเนื้อหาสาระอะไร ✨ เพื่อมาแทนบทบาทของตัวละครชายรักชาย จนได้กลายเป็นรูปแบบงานที่ได้รับความนิยมมากในหมู่หญิงสาวญี่ปุ่นที่สนใจเรื่องราวความรักและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายด้วยกัน ทั้งในแง่ของความโรแมนติกและอีโรติก
ในปี ค.ศ. 1998 คำว่า Yaoi เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่แฟนมังงะ จนมีการเอาคำว่า Yaoi มาแปลงเป็นศัพท์แสลงในภาษาญี่ปุ่น ที่ส่วนมากมักสะท้อนถึงการเน้นหนักในเรื่องกิจกรรมทางเพศระหว่างเพศชายรักชาย จนเข้าปี ค.ศ. 2000 สื่อมวลชนของประเทศญี่ปุ่นได้นิยามกลุ่มสาววายด้วยชื่อ ‘ฟุโชจิ’ ที่มีความหมายว่า หญิงสาวผู้มีความคิดผิดแปลกจากระบบ จนกลายเป็นหนึ่งในคำศัพท์ที่ใช้เพื่อเรียกสาววายไปทั่วโลก
ปัจจุบัน วัฒนธรรม Yaoi แพร่หลายมากขึ้นนอกจากวงการการ์ตูนและมังงะ จากกระแสการเสพผลงานไอดอลศิลปิน ผ่านการ ‘ชิป’ หรือเสพมวลโมเมนต์ของ ‘แฟนเซอร์วิส’ รวมเข้ากับสังคมที่เปิดกว้างมากขึ้นในเรื่องเพศ ผลักดันให้ Yaoi กลายเป็นกระแสวัฒนธรรมหรือ Pop Culture ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วบนสื่อสังคมออนไลน์ นำมาสู่การมาของยุคที่นำนวนิยายออริจินัลมาดัดแปลงเป็นซีรีส์วาย/ยูริ ต่อยอดสร้างรายได้นับมหาศาลให้กับอุตสาหกรรมบันเทิง ทั้งไทยและต่างประเทศ โดยถ้ามองแค่ของประเทศไทยในแง่ของด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจ จากปี พ.ศ. 2562 ตลาดซีรีส์วายมีมูลค่าเพียง 851 ล้านบาท แต่ในปี พ.ศ. 2568 มีมูลค่าสูงถึง 4,900 ล้านบาท เติบโตขึ้นกว่า 479% และถูกยกให้เป็น Soft Power สำคัญของประเทศอีกด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก นันทิชา ลือพืช (2560). การสร้างความหมายและแสดงตัวตนของสาววาย ในพื้นที่ออฟไลน์และพื้นที่ออนไลน์. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. / ณิณา ธนทัดนัททนน (2566). ความสุขเชิงอัตวิสัย การเห็นคุณค่าในตนเอง และทัศนคติที่มีต่อคู่จิ้นของสาววายในประเทศไทย. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. และ Positioningmag

เจาะลึกวิวัฒนาการเติมเกย์เมืองไทย จุดเริ่มต้นของตัวอักษรถึงซีรีส์ในดวงใจ
ทุกวันนี้ทุกคนคงได้ยินคำว่าเติมเกย์กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเล่นสื่อสังคมออนไลน์ในแพลตฟอร์มไหนกันใช่ไหมคะ ถ้าพูดถึงวัฒนธรรมการเติมเกย์ของสาววายในประเทศไทย พบว่า ไทยมีการรับเอากระแสความชื่นชอบชายรักชายเข้ามาผ่านนิยายแปลและหนังสือการ์ตูนมังงะไม่น้อยกว่า 20 ปี
ในช่วงปี พ.ศ. 2550 จากการ์ตูนวายถูกพัฒนาไปเป็น ‘แฟนฟิกชัน’ ตามกระแส Pop Culture ของวงการ J-POP และ K-POP และเริ่มมีการใช้คำว่า ‘คู่ชิป’ ซึ่งย่อมาจาก Relationship ในภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลายมากขึ้น จากการหยิบเอาความสันพันธ์ของศิลปินคู่ที่ชื่นชอบและลุ้นให้เป็นคู่รักกันจริงๆ ทั้งในจอและนอกจอ มาต่อยอดในการเขียนนิยายที่เล่าเรื่องราวความรัก ผ่านการใช้จินตนาการที่อ้างอิงสถานการณ์จริงผสมกับการแต่งขึ้นเอง จนภายหลังถูกพัฒนาเป็นบทนิยายที่เรียกว่านิยายออริจินัล ท่ามกลางความนิยมที่เพิ่มขึ้นและขยายตัวของกลุ่มสาววาย ทำให้นิยายวายมีการนำมาพูดถึงอย่างเปิดเผยมากขึ้น พร้อมกับการมาของการฉายภาพยนตร์เรื่อง รักแห่งสยาม ซึ่งสามารถสร้างรายได้และแรงกระเพื่อมในสังคมไทยต่อประเด็นชายรักชายบนสื่อหลักได้เป็นอย่างดี ทำให้วัฒนธรรมสาววายเกาะติดกระแสไปพร้อมกับแฟนฟิคและคู่ชิป เช่น การมีคู่ชิปที่ชอบ มีความสุขเมื่อได้เห็นคู่ชิปใกล้ชิดสนิทสนมกัน
ต่อมาในปี พ.ศ. 2551 นิยายวายแพร่หลายในออนไลน์ เช่น เล้าเป็ด, เด็กดี พัฒนาต่อไปเป็นนิยายในรูปแบบของแชทฟิคชันที่โลดแล่นอยู่บนแอปพลิเคชันมือถือ อย่าง จอยลดา และธัญวลัย นำเสนอความรักโรแมนติก ดราม่า แฟนตาซี ฯลฯ เมื่ออุตสาหกรรมนิยายเติบโตเร็วขึ้นได้พัฒนาไปสู่ประเด็นที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงภาพของชายรักชายที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงของสังคม
จากนิยายที่อยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ พัฒนาสู่หนังสือนิยายเพื่อรองรับการเติบโตของนักอ่านสาววาย จากการผลักดันนิยายชายรักชายเข้าสู่ตลาดกระแสหลักได้ ทำให้เป็นที่ยอมรับว่านิยายวายเริ่มเป็นส่วนหนึ่งในตลาดที่สำคัญต่อวงการหนังสือ โดยเฉพาะนักอ่านหน้าใหม่ วัยรุ่น และคนรุ่นใหม่
จนมาถึงปี พ.ศ. 2557 ได้เริ่มมีการนำนิยายวายมาทำเป็นซีรีส์ เพื่อตีตลาดสาววายที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่ใช่แค่ตัวละครประกอบ แต่เป็นการดำเนินเรื่องราวผ่านตัวละครหลักที่เป็นผู้ชายกับผู้ชาย เช่น Love Sick The Series, Sotus The Series พี่ว๊ากตัวร้ายกับนายปีหนึ่ง และ 2Moons The Series เดือนเกี้ยวดือน เป็นต้น
ปัจจุบัน ซีรีส์วายในประเทศไทยประสบความสำเร็จและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในสื่อกระแสหลัก มีการถูกพูดถึงเป็นวงกว้างและเป็นปกติขึ้นในสังคม ทำให้เกิด Y-Economy จนได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ถือเป็นหนึ่งใน Soft Power สำคัญของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ เพราะนอกเหนือจากการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว ซีรีส์วายยังเปิดกว้างต่อมุมมองเรื่องเพศอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดการยอมรับในระดับสังคม การเปิดรับสื่อและเข้าใจความหลากหลายทางเพศมากขึ้น เช่น เริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิความเท่าเทียมของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ จนนำมาสู่วันที่ประเทศไทยมีสมรสเท่าเทียมอย่างเป็นทางการนั่นเองค่ะ
สุดท้ายที่สำคัญ คือ การสะท้อนมุมมองความรักที่มากกว่าเรื่องเพศสภาพ สังคมเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเข้าใจในความลื่นไหลของอัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้ความรักเพศเดียวกันเป็นที่ยอมรับและเป็นรสนิยมส่วนบุคคล โดยไม่ใช่เรื่องผิดแปลก มองข้ามการตั้งคำถามต่อกรอบเพศในสังคมได้มากขึ้น เพราะถึงแม้จะเป็นจินตนาการของสาววาย แต่ก็สะท้อนได้ว่ามุมมองความรักของคนรุ่นใหม่ตอนนี้เลือกที่จะมองข้ามเรื่องเพศสภาพ และเน้นความรู้สึกหรือความสมหวังในชีวิตคู่จริงๆ มากกว่าการสนใจว่าคู่รักเป็นเพศอะไร ตรงตามกรอบของสังคม หรือมีอัตลักษณ์ทางเพศที่แท้จริงแบบไหนนั่นเองค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก นันทิชา ลือพืช (2560). การสร้างความหมายและแสดงตัวตนของสาววาย ในพื้นที่ออฟไลน์และพื้นที่ออนไลน์. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. / ณิณา ธนทัดนัททนน (2566). ความสุขเชิงอัตวิสัย การเห็นคุณค่าในตนเอง และทัศนคติที่มีต่อคู่จิ้นของสาววายในประเทศไทย. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. และ วิชญาพร สุวรรณประกาย และ พุทธิดา กิจดำเนิน (2567). บทบาทของผู้หญิงและความเป็นหญิงในสื่อประเภทชายรักชายในซีรีส์และมังงะ. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ภาพสะท้อนในนิยามความฟิน การเติมเกย์ของสาววาย
ในตอนนี้เหมือนจะเป็นสิ่งที่แทรกซึมไปตามสื่อและแพลตฟอร์มต่างๆ ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราบนโซเชียลมีเดีย
ถ้าถามว่าทำไมสาววายถึงฟินกับการชิปไปเรื่อย ซึ่งถ้าลองมองให้ลึกมากกว่าแค่ความฟินจะพบว่า ภายใต้การฟินนั้นสะท้อนความต้องการพื้นที่ปลอดภัยคอยฮีลใจซ่อนอยู่ เพื่อตอบสนองความต้องการทางใจบางอย่าง ที่เป็นเหมือนพื้นที่เติมเต็มความสุข ความเศร้า ความหวัง ตื่นเต้น อิ่มใจ ผ่านการเสพความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าเป็นการดูซีรีส์ อ่านนวนิยาย/แฟนฟิคชัน และติดตามโมเมนต์ของคู่ชิปคู่โปรด อย่างการได้ลองปักโพ (position) เป็น ‘มัมหมี’ ที่คือการมองว่าไอดอลคือลูกของตัวเอง และพฤติกรรมการชิปก็ยังแสดงถึงความหวังอยากให้คู่ชิปได้รับความสุข และการเติบโตผ่านความสัมพันธ์นั้นๆ อย่างดี เป็นต้น
ถ้ามองในมุมอื่น พบว่า อาจมีการสะท้อนการหลุดจากบทบาททางเพศในระบบ ‘ปิตาธิปไตย’ จากการศึกษาแหล่งข้อมูลพบว่าสาววายมีภาพความสัมพันธ์ในอุดมคติ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างคน 2 คนที่อยู่ในระดับเท่ากัน มีความเท่าเทียม และอิสระ เป็นพื้นที่ปลอดภัยต่อกันและกัน และเป็นความสัมพันธ์ที่นำไปสู่การเจริญเติบโต กล่าวคือ ตัวละครพระเอก – นายเอกเป็นภาพตัวแทนของผู้ชายที่สาววายในโลกความจริงอยากได้เป็น “ผู้ชายในอุดมคติที่มีผู้หญิงเป็นคนเขียน” รวมถึงการชิปหรือการฟินในโมเมนต์ของคู่ชิป เป็นไม่กี่พื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงรู้สึกได้ถึงการถือครองอำนาจ และนำตัวเองออกมาจากกรอบอันคับแคบของสังคม
นอกจากนี้ยังสะท้อนความลื่นไหลทางเพศที่ไม่จำกัด เพราะแม้สาววายจะถูกมองว่าการชื่นชอบในความสัมพันธ์ของเพศชายรักชายจะดูไม่ปกติ แท้จริงในอีกมุมของสังคมก็มองได้ว่ารสนิยมของสาววายไม่ได้ผิดแปลก แต่เกิดจากสังคมที่ควบคุมและสร้างบรรทัดฐานเกี่ยวกับเรื่องเพศ ในความเป็นจริงแล้วสาววายคือคนอีกกลุ่มที่ยอมรับและเปิดโอกาสให้กับความหลากหลายทางเพศ ให้ความเคารพความสัมพันธ์ของชายรักชายในชีวิตจริง และเชื่อว่าคนทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกรักใครก็ได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงเพศ โดยไม่ได้ยึดติดว่าความรักจะต้องเป็นชาย-หญิงเท่านั้น
ซึ่งก็ยังช่วยสะท้อนความไม่สมบูรณ์และความจริงของสังคมในอีกทางหนึ่งอีกด้วย ถ้ามองย้อนไปกว่าเราจะมาถึงจุดที่มีสมรสเท่าเทียมได้ ก็ผ่านมาหลายยุคสมัย ตั้งแต่ยังไม่มีการยอมรับ ล้อเลียน ทำร้าย จนเริ่มเปิดใจยอมรับ และมองเป็นเรื่องปกติตามความเป็นไปของสังคมในที่สุด แต่สิ่งที่น่าสนใจคือในวันที่สังคมยอมรับความหลากหลายมากขึ้น จำนวนสาววายหรือแม้กระทั่งหนุ่มวายก็มีเพิ่มขึ้นด้วย กลับกันหลายคนไม่อยากเปิดเผยตัวตน เนื่องจากไม่อยากถูกมองในแง่ลบจากคนที่ไม่ได้มีความเข้าใจ หรือมองว่าการเป็นสาววายเป็นเรื่องผิดปกติ ทำให้เห็นว่าลึกๆ แล้วยังมีการสะท้อนความจริงและความไม่สมบูรณ์ของสังคมให้เห็นอยู่
ขอบคุณข้อมูลจาก พิชญา คุ้มแคว้น (2567). ภาพตัวแทนสาววายในซีรีส์วายแนวบอยเลิฟของไทย. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. / ศศิกานต์ แก่นมณี (2566). การสื่อสารความหมายของโรมานซ์ในซีรีส์วาย. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. และ the matter

ความเป็นไปของสังคมในวันที่วัฒนธรรมเติมเกย์ขับเคลื่อนบนสื่อ
ปฏิเสธไม่ได้ว่ายิ่งเราเห็นสื่อที่เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศมากขึ้นเท่าไร ส่วนหนึ่งที่สำคัญคือการช่วยลดทอนอำนาจปิตาธิปไตยที่เคยเข้มข้นในสังคมได้เป็นอย่างดี เพราะในอีกมุมการชื่นชอบความสัมพันธ์ชายรักชาย ถือเป็นการหลีกหนีจากค่านิยมความสัมพันธ์ต่างเพศแบบเดิมๆ ที่ผู้หญิงอาจต้องเป็นผู้ตาม และมองหาความเท่าเทียมที่หาไม่ได้ในชีวิตจริง ทำให้สาววายเปลี่ยนบทบาทจากผู้ถูกจ้องมอง มาเป็นผู้จ้องมองและสร้างสรรค์เรื่องราวเองผ่านการ “ชิป” หรือฟินคู่จิ้น👨❤️💋👨 ซึ่งเป็นการสลัดภาพผู้หญิงที่ถูกครอบงำจากกรอบเดิมของสังคมนั่นเองค่ะ
สิ่งนี้เองทำให้ช่วยส่งเสริมความเข้าใจในความหลากหลายทางเพศมากขึ้นไปด้วย🏳️🌈 เนื่องจากการแพร่หลายของซีรีส์วายและวัฒนธรรมวาย สะท้อนว่าสังคมยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น จากสมัยก่อนสื่อมักจะมองคนกลุ่มนี้เป็นแค่ตัวประกอบ หรือได้รับบทบาทที่ให้ความตลก สนุกสนาน หรือบุคคลที่ไม่เคยสมหวังกับความรักเป็นส่วนใหญ่ แต่ในปัจจุบันกับการมาของซีรีส์วายทำให้สังคมได้เห็นมุุมมองอื่นของชีวิตผู้มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น และการที่ซีรีส์วายก้าวขึ้นมาในพื้นที่สื่อหลัก ถือเป็นเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมให้เปิดกว้างด้านความหลากหลายทางเพศผ่านการเสพและผลักดันสื่อของชายรักชาย/หญิงรักหญิง ซึ่งช่วยสร้างพื้นที่การแสดงออก ลดอคติ และสร้างความเข้าใจเรื่องเพศวิถีที่แตกต่าง แม้สื่อแนวนี้จะมีรากฐานมาจากความแฟนตาซีที่เน้นความโรแมนติก แต่ก็กำลังพัฒนาไปสู่การสนับสนุนสังคมที่ทุกเพศเท่าเทียมอย่างแท้จริงได้🤍
นำมาสู่การสร้างพื้นที่สำหรับอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่าง จากวัฒนธรรมย่อย (Y-Culture) ของรักต่างเพศในกระแสหลัก ทั้งในพื้นที่ออนไลน์และออฟไลน์ กลายเป็นพื้นที่แห่งจินตนาการและการ “ชิป” ทดแทน ซึ่งการแพร่หลายของซีรีส์วายช่วยให้สังคมคุ้นเคยกับความรักเพศเดียวกันมากขึ้น ช่วยลดอคติทางเพศ เปิดกว้างให้ความหลากหลายทางเพศกลายเป็นเรื่องปกติ และแสดงตัวตนของผู้ที่มีความชื่นชอบเฉพาะตัว
ดังนั้นซีรีส์วายในปัจจุบันจึงเป็นมากกว่าแค่ความบันเทิง แต่เป็นพื้นที่ที่สาววายใช้เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงตัวตนและขับเคลื่อนความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย ซึ่งช่วยประกอบสร้างความหมายสมรสเท่าเทียม เพราะแม้จะชัดเจนอยู่แล้วว่าซีรีส์วายไทยมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเท่าเทียมและเพิ่มความเข้าใจในประเด็น LGBTQ+ แต่ในปัจจุบันที่มีเนื้อหาหลากหลายมากยิ่งขึ้น ยังมีการสอดแทรกประเด็นทางสังคม และการต่อสู้เพื่อสิทธิของกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อสร้างความหมายและความเข้าใจใหม่ให้แก่สังคม ตัวอย่างเช่น ฉากการได้รับการยอมรับจากครอบครัวและสังคม เรื่องสุขภาวะทางเพศ ควบคู่ไปกับการสอดแทรกมิติความซับซ้อนในความสัมพันธ์ พร้อมส่งเสริมเรื่องสิทธิและเสรีภาพของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศผ่านการแสดงและเรื่องราวของซีรีส์
ขอบคุณข้อมูลจาก นันทิชา ลือพืช (2560). การสร้างความหมายและแสดงตัวตนของสาววาย ในพื้นที่ออฟไลน์และพื้นที่ออนไลน์. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. / creative thailand และ กองทุนพัฒนาสื่อ

