ในวันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day ตรงกับวันที่ 22 เมษายนของทุกปี กำหนดขึ้นเพื่อให้ทุกคนหันมาตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยปีนี้มาในธีม “Our Power, Our Planet: พลังของเรา โลกของเรา” เพื่อขับเคลื่อนและผลักดันเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมที่เริ่มได้จากทุกคน
แสนสิริให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างความยั่งยืน (Sustainability) ควบคู่ไปกับการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการออกแบบ (Sansiri Sustainable Design) การออกนโยบายด้านธรรมาภิบาล เพื่อลดคาร์บอนตลอดห่วงโซ่ และการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าหมายในการเป็น “องค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (NET ZERO)” ในปี ค.ศ. 2050
เพราะสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องรอไม่ได้…ทุกวันนี้รู้สึกไหมคะว่าอากาศร้อนขึ้นทุกวัน ออกไปข้างนอกร้อนจนรู้สึกแสบผิวกันเลยทีเดียว อีกทั้งฝนไม่ตกตามฤดูกาล สภาพภูมิอากาศผิดเพี้ยนไปหมด และอีกมากมาย เสมือนเป็นสัญญาณเตือนจากธรรมชาติว่า ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนต้องหันมาใส่ใจกับประเด็นเรื่องความยั่งยืน
เพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของทุกคนในระยะยาวอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าครองชีพ สาธารณสุข หรือแม้แต่โครงสร้างพื้นฐานที่ทุกคนต้องใช้ร่วมกันและอื่นๆ
การผลักดันให้ทุกคนร่วมกันหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ต้องผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระดับชุมชน สังคม และประเทศ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับโลก ซึ่งเราทุกคนต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อทำให้เราอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสมดุลและพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคม ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อให้โลกของเราดีขึ้น
มาร่วมกันดูแล ‘โลก’ ที่เปรียบเสมือนบ้านของเราทุกคนและสร้างสุขที่ยั่งยืนพร้อมกับแสนสิริได้ที่นี่ คลิก https://siri.ly/kFmEMt6


Earth Day มีความสำคัญอย่างไร?
เพื่อให้ผู้คนกว่าพันล้านคนทั่วโลก หันมาร่วมมือกันแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และอนุรักษ์ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำถึงประชาชนและชุมชนทั่วโลกต้องให้ความสำคัญในการปกป้องสิ่งแวดล้อม เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนทั่วโลก และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะการปกป้องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่การปกป้องธรรมชาติ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการรักษาเสถียรภาพของค่าครองชีพ สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานที่พวกเราต้องใช้ร่วมกันทั่วโลก
วันคุ้มครองโลกเริ่มต้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 ให้มีการจัดตั้งสถาบันด้านกฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสร้างบรรทัดฐานระหว่างประเทศ เพื่อลดการเจ็บป่วยจากมลพิษทางอากาศ และทำให้เข้าถึงน้ำสะอาดได้ และมีการหยิบยกประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ขึ้นมาเป็นธีมหลักในการรณรงค์ของทุกปี โดยปี 2026 นี้มาในแนวคิด “Our Power, Our Planet: พลังของเรา โลกของเรา”
Our Power
มุ่งเน้นการเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม และพลังน้ำ ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก รวมถึงการจัดการขยะในชุมชน จะได้ลดความเสี่ยงทั้งมลพิษอย่างยั่งยืน รวมถึงให้ทุกคนในสังคมออกมาเรียกร้องและใช้สิทธิ์ใช้เสียงของตัวเอง เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม
Our Planet
การปกป้องระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และสุขภาพของมนุษย์ที่เชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืนทั่วโลก รวมถึงสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตด้วยการใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ระบบน้ำที่ครอบคลุมหลายภูมิภาค และห่วงโซ่อุปทานด้านอาหารที่ต้องพึ่งพาระบบนิเวศที่ใช้ร่วมกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก : earthday.org

SANSIRI SUSTAINABILITY
โดยยึดหลัก ESG ดังนี้
E – Environmental
การจัดการทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การติดตั้ง Solar Roof ในพื้นที่ส่วนกลางและการจัดการขยะอย่างถูกวิธี การเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านพลังงาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกระบวนการ โดยตั้งเป้าหมายสูงสุดสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050
S – Social
สร้างความเท่าเทียม เคารพสิทธิมนุษยชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกภาคส่วนเพื่อชุมชนที่ยั่งยืน รวมถึงให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของลูกบ้านทุกคน ที่เข้ามาอยู่อาศัยในโครงการของเรา
G – Governance
ดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ต่อต้านคอร์รัปชันเพื่อเป็นต้นแบบที่ดีในสังคม
แสนสิริต้องการที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นในภาคครัวเรือนหรือคู่ค้า เพราะการทำเช่นนี้ไม่ใช่เพียงดูแลสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นการปรับพฤติกรรมผู้คนให้หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

แนวทางลดผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในระดับโลก
พิธีสารมอนทรีออล (Montreal Protocol)
เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศเพื่อยับยั้งการทำลายชั้นโอโซนของโลกควบคุมโดยยกเลิกการผลิตสารเคมีที่เป็นอันตราย ข้อตกลงสำคัญนี้ลงนามในปี ค.ศ. 1987 และมีผลบังคับใช้ในปี ค.ศ.1989
โดยมีประเทศเข้าร่วมทั้งหมด 198 ภาคี ครอบคลุม 197 ประเทศ และ สหภาพยุโรป (EU) จะมีการประชุมกันปีละครั้ง เพื่อกำหนดแนวทางให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการทำเช่นนี้ทำให้หลุมชั้นโอโซนเล็กลงมาก และชั้นโอโซนกำลังค่อยๆ ฟื้นตัว ต่อมาได้พบช่องโหว่ของสนธิสัญญาดังกล่าว
แม้ว่ามีการทยอยยกเลิกใช้สารในกลุ่ม CFCs (Chlorofluorocarbons) แต่ยังมีการลักลอบใช้สารนี้อยู่ ทำให้สารเกิดการรั่วไหลในชั้นบรรยากาศ จึงอาจทำให้ชั้นโอโซนฟื้นตัวช้าลง และขณะนี้อยู่ในระหว่างการปรับปรุงมาตรการเพิ่มเติมที่มีชื่อว่า Kigali Amendment เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาชั้นโอโซนให้มากขึ้น
อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)
เป็นอนุสัญญาหลักของโลกเกิดจากการต้องการแก้ไขการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เกิดจากก๊าซเรือนกระจก ที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งเป็นข้อตกลงฉบับแรกที่ทั่วโลกได้ร่วมมือกันแก้ไขภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง และมีการเปิดให้ลงนามในที่ประชุม Earth Summit ณ Rio de Janeiro ประเทศบราซิล ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1992
โดยมีประเทศที่เข้าร่วมครั้งแรกมากกว่า 150 ประเทศ เพื่อควบคุมระดับก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ในปริมาณที่ไม่เป็นอันตรายต่อโลก ให้ระบบนิเวศได้ปรับตัว และเรายังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและพัฒนาเศรษฐกิจ โดยที่โลกเรายังน่าอยู่โดย ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีนี้ เมื่อปี ค.ศ. 1994 อยู่ในกลุ่มสมาชิก G77
เป้าหมาย
– ไม่ให้อุณหภูมิสูงอยู่ในขั้นอันตราย
Paris Agreement
ความตกลงปารีส (Paris Agreement) เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งอยู่ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) โดยปัจจุบันมีภาคี 194 ฝ่าย* ประกอบด้วย 193 รัฐ (States) และ 1 องค์การทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (สหภาพยุโรป) เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดผลกระทบที่เกิดขึ้น
เป้าหมาย
– ควบคุมอุณหภูมิโลกไม่เกิน 2°C และพยายามจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไว้ไม่เกิน 1.5°C
– ปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
– สนับสนุนเงินทุนเพื่อเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
* ข้อมูลอัปเดตเดือนมกราคม ค.ศ. 2026
Kyoto Protocol (พิธีสารเกียวโต)
จัดทำขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1997 ณ กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เป็นข้อตกลงที่สำคัญซึ่งอยู่ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ที่บังคับให้ประเทศที่พัฒนาแล้วต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Annex I) เช่น ประเทศญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป (EU) โดยมีกำหนดชนิดก๊าซเรือนกระจกที่อยู่ภายใต้พิธีสารเกียวโต 7 ชนิด ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์ ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน เปอร์ฟลูออโรคาร์บอน ซัลเฟอร์เฮกซาฟลูโอไรด์ ไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์
เป้าหมาย
– ลดการก๊าซเรือนกระจก
ประเทศไทยได้ลงนามพิธีสารเกียวโต ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1999 และให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 2002 และได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาพลังงานสะอาด แต่ไม่ได้มีพันธกิจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับแนวทางมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก หรือ NDC (Nationally Determined Contribution) ของประเทศไทยเป็นข้อตกลงอยู่ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)
มีหลักสำคัญ 4 ประการดังนี้ : 1. สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง 2. บูรณาการให้เข้ากับนโยบายและแผนพัฒนาประเทศ 3. ขับเคลื่อนโดยภาครัฐ ลงมือทำจริงและวัดผลได้ 4. ลดก๊าซเรือนกระจก 30 – 40% ภายในปี ค.ศ. 2030 โดยเน้นเกี่ยวกับพลังงานและขนส่ง
ขอบคุณข้อมูลจาก : un.org, tgo.or.th, fad.mnre.go.th, unfccc.int, THE STANDARD, eppo, iea.org, กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, nature, pnas
Climate Change ภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างไร?
การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศทั่วโลก ดังนี้
ที่อยู่อาศัยของสัตว์และพืชหายไป
เมื่อธารน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลจึงสูงขึ้น ทำให้หมีขั้วโลกขาดแคลนที่อยู่อาศัย รวมถึงพื้นที่แถบชายฝั่งและทุ่งหญ้าทุนดร้าในอาร์กติกก็กำลังหดตัวลงอย่างน่าตกใจ ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2026 ภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง A23A ได้ละลายจนเหลือพื้นที่เพียงแค่ 1,182 ตร.กม. เท่านั้น
วงจรธรรมชาติผิดเพี้ยน
สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ฝนตกผิดฤดูกาล ดอกไม้ผลิเร็วขึ้น หรือฤดูหนาวที่อุ่นกว่าปกติ ล้วนทำให้วงจรชีวิตของสัตว์รวนไปหมด สัตว์หลายชนิดอาศัยสัญญาณจากธรรมชาติในการอพยพหรือสืบพันธุ์ เช่น นกที่เดินทางมาถึงแหล่งผสมพันธุ์ในตอนที่อาหารเริ่มขาดแคลนไปแล้ว เพราะพืชออกดอกในระยะเวลาที่สั้นลง ทำให้ทั้งแมลงและนกมีอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขยายพันธุ์ของพวกมัน
ภัยพิบัติเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้น
น้ำท่วม พายุ ไฟป่า และภัยแล้ง ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้มนุษย์ แต่ยังทำลายล้างระบบนิเวศในวงกว้าง ตัวอย่างเช่น ในปี ค.ศ. 2022 ที่ประเทศอังกฤษเกิดเหตุภัยแล้งและสภาพอากาศแปรปรวนสุดขั้วจนแม่น้ำลำธารแห้ง ส่งผลกระทบรุนแรงต่อวงจรการวางไข่ของคางคก
ความเสี่ยงที่สัตว์จะสูญพันธุ์
ข้อมูลจากองค์กรรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม Greenpeace ระบุว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 จำนวนสัตว์ป่าทั่วโลกลดลงไปแล้วกว่า 69% และหากอุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นอีก 1.5 – 2.5 องศาเซลเซียส อาจมีสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์เพิ่มขึ้นอีกถึง 20 – 30% นอกจากนี้ ปรากฏการณ์น้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น ยังทำให้เกิดปัญหาปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ที่เกรตแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef) เนื่องจากปะการังต้องขับสาหร่ายซูแซนเทลลี (Zooxanthellae) ออกไป ส่งผลให้ปะการังตายลงเป็นจำนวนมาก
ขอบคุณข้อมูลจาก: greenpeace.org.uk, gogreengirls, sbs.com.a

ทางออกการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างยั่งยืน
การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน
เพิ่มการใช้พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งในระดับอุตสาหกรรมและครัวเรือน ทุกภาคส่วนทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอาหาร การขนส่ง เกษตรกรรม หรือป่าไม้ จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตไปพร้อมกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดและใกล้ตัวที่สุดคือ การที่หลายภาคส่วนเริ่มหันมาติดแผงโซลาร์เซลล์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก
ก๊าซเรือนกระจกคือตัวการสำคัญที่ทำให้โลกร้อนและกระทบต่อระบบนิเวศ การหันมาใช้พลังงานสะอาดจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเหล่านี้ได้อย่างมหาศาล
ข้อมูลจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ระบุว่า ปัจจุบันมี 8 ประเทศที่ก้าวไปอีกขั้นจนสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ได้สำเร็จ ได้แก่ ภูฏาน กายอานา ซูรินาม มาดากัสการ์ ปานามา คอโมโรส กาบอง และนีวเว (Niue)
รับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
เราปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ภัยพิบัติรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้น ทุกประเทศจึงต้องมีมาตรการป้องกันและตั้งรับภัยพิบัติในอนาคต เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชันเตือนภัย หรือกรณีศึกษาจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีการออกแบบผังเมืองเพื่อรองรับแผ่นดินไหวโดยเฉพาะ รวมถึงมีระบบเตือนภัยและซ้อมอพยพอย่างเป็นระบบเพื่อให้ประชาชนพร้อมรับมือเสมอ
ลงทุนให้เกิดขึ้นจริง
วิสัยทัศน์จะเกิดขึ้นได้ต้องมีเม็ดเงินสนับสนุน! ภาครัฐและภาคธุรกิจต้องร่วมมือกันสนับสนุนเงินลงทุน (Climate Finance) เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับโลก นี่คือการลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กับการต่อลมหายใจให้สิ่งแวดล้อม
ขอบคุณข้อมูลจาก : un.org, home.maefahluang.org, กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม


