ชวนไขความลับเชื้อเพลิงสำคัญของโลก
ที่จะหมุนไปในวันที่ไม่มี ‘พลังงานน้ำมัน’

 พอเข้าฤดูร้อนเต็มตัว บ้านของทุกคนรู้สึกร้อนจนต้องยอมแพ้เปิดแอร์ระหว่างวันกันไหมคะ ส่วนหนึ่งมาจากภาวะโลกเดือดที่มีการใช้พลังงานที่ใช้แล้วหมดไปอย่างเกินขีดจำกัด จนสร้างผลกระทบระยะยาวบนชั้นบรรยากาศโลกอย่างต่อเนื่อง จนมีการรณรงค์เกิดขึ้นมากมายเพื่อให้เราทุกคนหันกลับมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น ที่แสนสิริเองเราก็เดินหน้าตั้งเป้าหมายสู่ Net-zero ผ่านแนวคิด Sansiri Sustainability เพื่อลดมลพิษให้มากที่สุดในทุกขั้นตอนการก่อสร้างเช่นกัน 

แต่ในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรรมในโลกเกิดขึ้นมากมาย ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกยังหมุนได้เพราะการดึงเอาพลังงานเหล่านี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันเพื่ออำนวยความสะดวกและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้คนในสังคม ตัวอย่างที่เราเห็นได้ชัดก็คือ ‘พลังงานน้ำมัน’ นั่นเองค่ะ 

เรียกได้ว่าเป็นพลังงานสำคัญที่แทรกซึมอยู่ทุกอุตสาหกรรมในโลกยาวนานมากกว่าร้อยปี จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าน้ำมันสำคัญและจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของเราทุกคนมากแค่ไหน 

วันนี้เราเลยอยากชวนทุกคนมาพูดคุยและไขความลับเชื้อเพลิงสำคัญของโลกไปด้วยกัน ถ้าวันหนึ่งตื่นมาแล้วพบว่าโลกของเราไม่มีน้ำมันแล้ว อุตสาหกรรมต่างๆ หรือวิธีการใช้ชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง แล้วเราสามารถนำพลังงานสะอาดส่วนไหนมาหมุนเวียนเพื่อใช้แทนพลังงานน้ำมันได้บ้าง จะมีข้อมูลอะไรที่น่าสนใจบ้าง ลองไปดูกันเลยค่ะ!

แสนสิริเราเข้าใจดีว่า “บ้านที่สมบูรณ์แบบ” ไม่ใช่แค่เพียงสิ่งปลูกสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังหมายถึงธรรมชาติรอบด้าน ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด 🏠 

เราจึงตั้งเป้าหมายสู่การเป็น ’องค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์’ ในปี 2050 เพื่อเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญต่อการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของไทยในอนาคต และเพื่อ “ขับเคลื่อนความยั่งยืนในองค์กร และทุกโครงการใหม่ของแสนสิริ”

ย้อนรอย 50 ปี แห่งวิกฤตน้ำมันโลก ที่น่าสนใจในประวัติศาสตร์

 ค.ศ. 1973 – วิกฤต Oil Shock 

เกิดจากสงครามยมคิปปูร์ โดยกลุ่มองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอาหรับ (OAPEC) เมื่ออียิปต์และซีเรียโจมตีอิสราเอล และประกาศคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมัน รวมถึงลดกำลังการผลิตรายเดือนลงอย่างต่อเนื่องไปยังกลุ่มประเทศที่สนับสนุนอิสราเอล (เช่น สหรัฐอเมริกา) ทำให้น้ำมันขาดแคลนและราคาเพิ่มขึ้นกว่า 400% ภายในไม่กี่เดือน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งใหญ่ เช่น การกำหนดความเร็วบนทางหลวงไม่เกิน 55 ไมล์ต่อชั่วโมงในสหรัฐฯ

นอกจากนี้ยังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้หันไปใช้เงินประหยัดมากขึ้น ซึ่งเปิดโอกาสให้รถยนต์จากญี่ปุ่นเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดโลกแทนที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปขนาดใหญ่

 ค.ศ. 1979 – การปฏิวัติอิหร่าน

เหตุการณ์สำคัญที่ประชาชนลุกฮือโค่นล้มระบอบกษัตริย์ของพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี เพื่อสถาปนาสาธารณรัฐอิสลามภายใต้การนำของ อยาตอลเลาะห์ รูฮอลลาห์ โคมัยนี เปลี่ยนอิหร่านเป็นรัฐเทวาธิปไตย สร้างความเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจในตะวันออกกลาง จากความไม่สงบลุกลามทำให้เกิดภาวะ Panic Buying หรือการซื้อสินค้าด้วยอาการตื่นตระหนกเพื่อกักตุน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งจาก 13 ดอลลาร์ สู่ระดับสูงสุดที่ 39.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี ค.ศ. 1980

ค.ศ. 1990 – สงครามอ่าวเปอร์เซีย

อิรักภายใต้การนำของ ซัดดัม ฮุสเซน บุกยึดคูเวตในวันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ. 1990 เพื่อครอบครองแหล่งน้ำมันและลดหนี้สิน จากการสู้รบทำให้การผลิตน้ำมันจากทั้งสองประเทศหยุดชะงัก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลกหายไปกว่า 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในชั่วข้ามคืน ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวจาก 17 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทะยานสู่ 36 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน ส่งผลให้สหรัฐอเมริกา นำกองกำลังพันธมิตร 35 ประเทศเปิดศึกโต้กลับในปฏิบัติการพายุทะเลทราย (Desert Storm) จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายพันธมิตรในปี ค.ศ. 1991

ค.ศ. 2008 – ฟองสบู่ราคาน้ำมัน

การมาของแนวคิดระบบภาคการเงิน หรือ “Financialization” เมื่อน้ำมันไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อการใช้งานอีกต่อไป แต่กลายเป็น “สินทรัพย์ทางการเงิน” ที่ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากนักลงทุนสถาบันและกองทุนเก็งกำไร ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 147.27 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2008 ก่อนที่ฟองสบู่ราคาน้ำมันจะแตกจนเหลือต่ำกว่า 40 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปลายปี เมื่อวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์สหรัฐอเมริกา ลุกลามเป็นวิกฤตการเงินโลก จนทำให้เศรษฐกิจโลกถดถอย

ค.ศ. 2020 – โลกล็อกดาวน์

จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงักลง มาตรการล็อกดาวน์ส่งผลให้อุปสงค์น้ำมันหายไปกว่า 29 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน ค.ศ. 2020 หรือเกือบ 30% ของอุปสงค์โลก ถือเป็น Demand Shock ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ จากการลดลงของความต้องการใช้พลังงานทั่วโลก

ค.ศ. 2026 ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สงครามระหว่างสหรัฐฯ – อิสราเอล และอิหร่าน เป็นเหตุการณ์ที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าเป็น “Supply Shock ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” จากสงครามระหว่างสหรัฐฯ – อิสราเอล และอิหร่าน นำไปสู่การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่น้ำมันปริมาณถึง 20% ของโลกไหลผ่าน

การปิดตายเส้นทางขนส่งทางทะเลนี้ทำให้อุปทานน้ำมันดิบหายไปจากตลาดทันที 18.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2026 ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงกว่า 119 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในระดับวิกฤตเศรษฐกิจโลก

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก กรุงเทพธุรกิจ และ Finnomena

เจาะลึกสถานการณ์น้ำมันโลกปัจจุบัน

ผลสำรวจโดย Rystad Energy เผยว่า ในปี 2023 ทั่วโลกมีน้ำมันสำรองที่สำรวจพบประมาณ 1.6 – 1.7 ล้านล้านบาร์เรล และข้อมูลงานวิจัยในปี 2019 จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา ได้คาดการณ์ว่าพลังงานฟอสซิลทั้ง 3 รูปแบบจะหมดไปในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า

น้ำมันดิบจะหมดไปจากโลกในปี 2052 โดยอ้างอิงจากข้อมูลล่าสุดในปี 2025 จากหลายแหล่ง ได้มีการจัดทำรายงานประเทศที่มีน้ำมันสำรองทั่วโลก ซึ่งคาดว่ามีปริมาณรวมราว 1.5 ล้านล้านบาเรล

5 ประเทศที่มีน้ำมันสำรองเยอะที่สุด ได้แก่

1. เวเนซุเอลา (303,000 ล้านบาร์เรล) ประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก (17.5%) แต่กลับเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

2. ซาอุดิอาระเบีย (267,000 ล้านบาร์เรล) มีปริมาณน้ำมันมากเกือบ 17.2% ของโลก และยังมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมที่สุด เป็นผู้นำกลุ่มองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ที่กำหนดทิศทางราคาน้ำมันโลก

3. อิหร่าน (209,000 ล้านบาร์เรล) ถือครองน้ำมันเกือบ 10% ของโลก แต่ด้วยมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ทำให้ทรัพยากรเหล่านี้ไม่สามารถไหลเข้าสู่ตลาดโลกได้อย่างเสรี

4. แคนาดา (163,000 ล้านบาร์เรล) น้ำมันส่วนใหญ่ของที่นี่อยู่ในรูปของ Oil Sands (ทรายน้ำมัน) ในรัฐอัลเบอร์ตา ซึ่งในอดีตขุดเจาะยาก แต่เทคโนโลยีปัจจุบันทำให้แคนาดากลายเป็นผู้เล่นในตลาดน้ำมันระดับโลก

5. อิรัก (145,000 ล้านบาร์เรล) ประเทศที่มีน้ำมันสำรองมหาศาล และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีต้นทุนการผลิตน้ำมันต่อบาร์เรลต่ำที่สุดในโลก

ข้อมูลจากการประเมินของ United States Geological Survey (USGS) ระบุว่า ยังคงมีน้ำมันที่มนุษย์ยังขุดค้นไม่พบ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่บนบกที่เข้าถึงง่าย โดยประเมินว่ามีที่บริเวณอาร์กติก (พื้นที่ของรัสเซีย สหรัฐฯ แคนาดา นอร์เวย์ และกรีนแลนด์) รวมถึงมีน้ำมันดิบที่ยังไม่ถูกค้นพบซ่อนอยู่ประมาณ 90,000 ล้านบาร์เรล (คิดเป็น 13% ของน้ำมันดิบที่ยังไม่ถูกค้นพบจากทั้งโลก) รวมถึง พื้นที่น้ำลึกและน้ำลึกมาก พื้นที่นอกชายฝั่ง เช่น บริเวณนอกชายฝั่งกายอานา (Guyana), บราซิล, ทะเลเหนือ (North Sea), และชายฝั่งแอฟริกาตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่บริษัทพลังงานคาดหวังว่าจะเจอน้ำมันแหล่งใหญ่ที่เหลืออยู่ในโลก

ปัจจุบัน พลังงานจากน้ำมันดิบถูกนำมาใช้เฉลี่ย 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน (16,000 ล้านลิตร) น้ำมันดิบถูกนำไปผ่านกระบวนการกลั่นเพื่อแยกเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยหลักๆ ใช้เป็นพลังงานเชื้อเพลิงสำหรับภาคขนส่ง (เบนซิน, ดีเซล, น้ำมันเครื่องบิน) และเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ผลิตพลาสติก, ยางสังเคราะห์, ปุ๋ยเคมี, อุปกรณ์ทางการแพทย์, รวมถึงใช้ทำยางมะตอยสำหรับราดบนถนน และเป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆ

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก tnnthailand, beartai, OPEC Annual Statistical Bulletin และ Energy Institute – Statistical Review of World Energy

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าโลกไม่มีน้ำมันในวันพรุ่งนี้?

การเดินทาง

การเดินทางจะหยุดชะงัก ตามมาด้วยระบบการขนส่งสินค้า   และชีวิตประจำวันของผู้คนเปลี่ยนกลับไปสู่รูปแบบเดิม โดยการเดินทางจะเปลี่ยนไปสู่การพึ่งพาพลังงานทางเลือกหรือแรงกายเป็นหลัก เน้นการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จักรยาน การเดินเท้า และระบบขนส่งสาธารณะที่ใช้ไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล  ทำให้การปรับตัวต้องใช้เวลา 10 – 20 ปี ผ่านการใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ในเมืองใหญ่แทน

พลังงาน

หากน้ำมันหมดไปทันที โลกจะเผชิญวิกฤตพลังงานรุนแรง เนื่องจากการขนส่งและการผลิตหยุดชะงัก จำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทน เช่น ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์, ลม, พลังงานชีวมวล, เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน, และถ่านหินสะอาด เพื่อใช้เป็นพลังงานในภาคขนส่งและอุตสาหกรรมแทนการพึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียว ในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจเกิดภาวะขาดแคลนพลังงานในระยะแรก แต่ในระยะยาวจะนำไปสู่การพัฒนาระบบพลังงานที่ยั่งยืน

อาหาร

ระบบอาหารจะเปลี่ยนสู่ยุคเกษตรกรรมท้องถิ่น 100% การขนส่งอาหารหยุดชะงัก ผู้คนต้องบริโภควัตถุดิบตามฤดูกาลที่หาได้ใกล้ตัว การทำฟาร์มจะกลับไปใช้แรงงานสัตว์หรือคนแทนรถไถที่ใช้น้ำมัน ทำให้ผลผลิตลดลง เช่น การทำฟาร์มขนาดเล็ก เกษตรท้องถิ่นและอินทรีย์ การปรุงอาหารเปลี่ยนมาเน้นอาหารจากพืชและธรรมชาติมากขึ้น เพื่อความอยู่รอดเน้นความพึ่งพาตนเองและเลือกใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ

 สิ่งแวดล้อม

หากโลกนี้ไม่มีน้ำมัน ระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากการลดลงของก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ – น้ำ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลจากยานพาหนะและโรงงานอุตสาหกรรมจะหยุดลง ส่งผลให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจก และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ลดลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาการรั่วไหลของน้ำมันในทะเลและมลพิษจากการขุดเจาะในพื้นที่ป่าจะหมดไป ช่วยรักษาสมดุลของสัตว์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น

 สังคม

ชีวิตประจำวันจะเปลี่ยนแปลงโดยสมบูรณ์ สังคมเมืองหนาแน่นขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคหายไปกว่าครึ่ง เนื่องจากไม่สามารถผลิตแบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้ โลกต้องหันกลับไปใช้วัสดุธรรมชาติ (ไม้, แก้ว, เหล็ก, เส้นใยฝ้าย) ซึ่งผลิตได้ช้าและมีจำกัด 

อาหารและสินค้าจะเน้นผลิตภายในท้องถิ่นเพื่อลดการขนส่ง ทำให้ชุมชนต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น คาดการณ์ว่าการปรับตัวให้สามารถดำรงชีวิตโดยปราศจากน้ำมันได้นั้น ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 – 20 ปี

จะเห็นได้ว่าหากถึงวันที่โลกปราศจากน้ำมัน วิถีชีวิตและระบบโครงสร้างพื้นฐานของมนุษย์จะถูกเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทุกมิติ แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้เป็นเพียงการวิเคราะห์และการคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตตามปัจจัยแวดล้อมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ในสังคมของอนาคตอันใกล้นี้ก็ได้ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Norwegian Offshore Directorate

พลิกวิกฤตน้ำมัน เป็นโอกาสของพลังงานทางเลือก พลังงานไหนทดแทนได้บ้าง?

พลังงานน้ำและลม

เป็นแหล่งพลังงานธรรรมชาติที่มีให้หมุนเวียนใช้อย่างไม่มีวันหมด และเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต เปลี่ยนพลังงานจลน์เป็นพลังงานไฟฟ้า โดยพลังงานน้ำที่ได้จะขึ้นอยู่กับความสูงของน้ำและอัตราการไหลของน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า แต่การผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำก็มีข้อเสียตามมา คือการต้องใช้ต้นทุนในการผลิตสูงและอาจทำลายสภาพแวดล้อมจากการสร้างเขื่อน 

ส่วนพลังงานลม ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จะขึ้นอยู่กับความเร็วของลม ความยาวของใบพัด และสถานที่ติดตั้งกังหันลม

พลังงานแสงอาทิตย์

เป็นพลังงานที่มีอยู่มากมายมหาศาลในธรรมชาติ เป็นพลังงานสะอาดที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ อย่างแพร่หลาย สามารถนำมาผลิตไฟฟ้าโดยใช้เซลล์แสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ผลิตมาจากสารกึ่งตัวนำประเภทซิลิคอน โดยเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรงและไฟฟ้าที่เซลล์แสงอาทิตย์ผลิตได้จะเป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) 

พลังงานความร้อนใต้พิภพ

พลังงานความร้อนที่อยู่ใต้ผิวโลก โดยการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกทำให้เกิดรอยแตกของชั้นหิน เมื่อมีฝนตกแล้วน้ำซึมลงไปและได้รับความร้อนจะกลายเป็นน้ำร้อนและไอน้ำแทรกตัวมาตามแนวรอยแตกของชั้นหินขึ้นมาบนผิวดิน ซึ่งปรากฏให้เห็นในรูปแบบของบ่อน้ำร้อน น้ำพุร้อน ไอน้ำร้อน บ่อโคลนเดือด เป็นต้น สามารถนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าได้ โดยนำน้ำร้อนที่ได้ไปถ่ายเทความร้อนให้กับของเหลวหรือสารทำงานที่มีจุดเดือดต่ำ จนกระทั่งเดือดเป็นไอ แล้วนำไปหมุนกังหันซึ่งมีเพลาต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อผลิตไฟฟ้าต่อไป

พลังงานชีวมวล

พลังงานจากธรรมชาติที่กักเก็บในรูปของสารอินทรีย์ โดยมากได้จากกากหรือเศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรหรือกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมและพืชพลังงาน เช่น แกลบ ฟางข้าว ชานอ้อย สามารถผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลได้ 2 ประเภท ได้แก่

1) การเผาไหม้เชื้อเพลิงชีวมวลโดยตรง (Direct Combustion) จะใช้เป็นเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าชีวมวล

2) กระบวนการเคมีความร้อน (Thermochemical Conversion) จนได้ก๊าซชีวภาพ เช่น การหมักน้ำเสียจากกากมันสำปะหลัง กากอ้อย หรือหญ้าเนเปีย ซึ่งจะใช้เป็นเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพต่อไป

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ

แสนสิริตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างจุดเปลี่ยนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ตั้งเป้าหมายสู่การเป็น “องค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์” ภายในปี ค.ศ. 2050 เพื่อเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญต่อการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของไทยในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนในองค์กรและทุกโครงการใหม่ของแสนสิริ

 การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

ลดการใช้พลังงาน ลดมลพิษในอากาศ และทดแทนด้วยพลังงานสะอาด เพื่อให้บ้านที่เราอยู่อาศัยเย็นขึ้น มีความสุขมากขึ้น 

ด้วยความตั้งใจ เราเลือกใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีผลิตพลังงานทดแทนจากธรรมชาติและป่ามาใช้งานจริง ส่งเสริมให้โครงการของแสนสิริมีคุณภาพและบริการที่ดีตอบโจทย์การอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน

SOLAR CELL / SOLAR ROOF ทดแทนด้วยพลังงานสะอาด

เรานำแผงพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในบริเวณก่อสร้างและในโครงการ เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า และสามารถลดค่าไฟฟ้า จาก 1.3 ล้านบาท เหลือเพียง 9 แสนบาท

EV CHARGER / EV STATION ลดมลพิษในอากาศ

เรามีจุดบริการแท่นชาร์จไฟฟ้ารถยนต์ในโครงการ สนับสนุนให้ลูกบ้านใช้รถยนต์ไฟฟ้า และพลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และลดมลพิษทางอากาศ

ออกแบบบ้านสร้างสุขที่ยั่งยืน

สำหรับแสนสิริ “บ้านที่สมบูรณ์แบบ” ไม่ใช่แค่เพียงสิ่งปลูกสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังหมายถึงธรรมชาติรอบด้านที่ต้องได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด 

แสนสิริ เข้าใจถึงคุณค่าของธรรมชาติและให้ความสำคัญกับต้นไม้มาตลอด เราจึงตั้งใจเก็บรักษา และดูแลต้นไม้ใหญ่ทุกๆ ต้นในโครงการ ให้เติบโตไปพร้อมกับการใช้ชีวิตของลูกบ้าน รวมถึงช่วยกันเพิ่ม รักษา และพัฒนาพื้นที่สีเขียวในทุกโครงการ เพื่อเป็นเพื่อนบ้านที่ให้ร่มเงาและอากาศที่ดีแก่โลกและสังคมส่วนรวม

จัดการของเสียอย่างมีประโยชน์สูงสุด

ส่งเสริมเรื่องการบริหารจัดการขยะ นำไปแปรรูปอย่างมีประโยชน์สูงสุด และลดปริมาณขยะที่ต้องถูกนำไปฝังกลบหรือเผา โดยดำเนินการจัดถังขยะที่รองรับการแยกขยะ รณรงค์ให้ลูกบ้านทิ้งขยะอย่างให้ถูกต้อง 

นอกจากนี้ยังมีการนำเศษอาหารไปแปรรูปไปเป็นชีวมวลและนำกระดาษที่ไม่ใช้แล้วส่งรีไซเคิลเพื่อแลกกลับมาใช้ใหม่ในโครงการ 

ด้วยความมุ่งมั่นของเราที่จะทำให้ทุกๆ ขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการผลิต ไปจนถึงกระบวนการความคิด และการจัดการสิ่งแวดล้อม เราใช้การคำนวณที่แม่นยำ ทำให้ไม่มีชิ้นส่วนไหนที่ต้องเหลือทิ้งโดยเปล่าประโยชน์

 

CONTRIBUTOR

Related Articles

Petriarchy 101 สเต็ปการเลี้ยงเจ้าสี่ขาของคนยุคใหม่ ให้มาเป็นครอบครัว

  ในยุคนี้ หลายคนคงคุ้นตากับภาพคนจูงน้องหมาไปงานวิ่ง จัดงานวันเกิดให้น้องแมว หรือแม้กระทั่งการที่เหล่าเจ้าสี่ขามีช่องทาง Social Media คอยอัพเดตเรื่องราวในแต่ละวันเป็นของตัวเองเหมือนพวกเรา ซึ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยค่ะ นี่คือปรากฏการณ์  Pet Humanization หรือการดูแลสัตว์เลี้ยงให้เหมือนสมาชิกในครอบครัว ซึ่งเกิดจากไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป ทั้งเทรนด์การไ่ม่มีลูก, การนิยมทำงานที่บ้านมากขึ้น ทำให้การเลี้ยงสัตว์เป็นเหมือนตัวแทนความรักและเข้ามาเติมเต็มจิตใจ แถมยังช่วยลดทอนความเครียดจากวันเหนื่อยๆ ตั้งแต่คนโสดที่มีเจ้าสี่ขาเป็นเพื่อนคลายเหงา คู่รักที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นตัวแทนความรักเหมือนลูกแท้ๆ

GIG ECONOMY กับการสร้าง Young Millionaire: เมื่อ ‘งานอิสระ กลายเป็นเครื่องผลิตเงินล้า

  ถ้าสังเกตให้ดีเราจะเห็นว่าหลังช่วง โควิด-19 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบในหลายๆ วิถีชีวิต โดยเห็นชัดที่สุดคือวิถีการทำงานที่ต้องปรับเปลี่ยนจากการทำงานในออฟฟิศสู่การทำงานรูปแบบ Hybrid Working จนถึงการกลับมาของ ‘Gig Economy’ ระบบเศรษฐกิจที่ถูกขับเคลื่อนด้วยการทำงานในแบบชั่วคราว โดยเน้นการทำงานด้วยความอิสระและสร้างความยืดหยุ่นมากขึ้น ทำงานแบบจบไปเป็นครั้งๆ เพราะในยุคที่เทคโนโลยีเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้เกิดอาชีพหรือช่องทางทำเงินได้แค่ปลายนิ้วผ่านหน้าจอโทรศัพท์ เช่น Influencer, YouTuber,

I Love My Job 5 อาชีพของตัวละครสุดเจ๋งในซีรีส์ ที่ช่วยเติมแพสชันให้คนมีฝัน

I Love My Job, I Love My Job, I Love My Job น่าจะเป็นหนึ่งในประโยคที่ติดปากใครหลายคนในช่วงนี้ใช่ไหมคะ ส่วนใครที่เป็นแฟนซีรีส์น่าจะได้เห็นอาชีพที่แปลกใหม่ หลากหลาย และน่าสนใจจากเหล่าตัวเอกในซีรีส์เรื่องโปรดกันมาไม่มากก็น้อย  วันนี้แสนสิริเราได้ลองรวบรวม 5 อาชีพสุดเจ๋งของตัวละครในซีรีส์ที่เมื่อได้ดูก็ช่วยเติมแพสชันให้ชาวออฟฟิศหรือเติมไฟให้คนมีฝัน จนรู้สึกอยากลุกออกไปทำงานที่เรารักได้แบบในซีรีส์ทันที