พื้นที่สีเขียวฮีลใจ
ทำยังไงให้มองไปทางไหน สิ่งแวดล้อมเมืองยังยั่งยืน

ถ้าพูดถึงพื้นที่สำหรับไว้ฮีลใจของคนเมืองในยุคนี้ ก็คงหนีไม่พ้นพื้นที่สีเขียวกันใช่ไหมคะ ปัจจุบันโลกเราพัฒนาไวขึ้นทุกวันจากพื้นที่ป่าก็เต็มไปด้วยตึกสูงมากมาย ทำให้พื้นที่สีเขียวในเมืองเป็นหนึ่งในทรัพยากรมีค่าที่ต้องช่วยกันดูแลรักษาไว้ โดยไม่ใช่แค่สวนสาธารณะขนาดใหญ่หรือพื้นที่ปลูกต้นไม้ริมถนนเท่านั้น แต่ต้องมีการจัดสรรพื้นที่ในหลากหลายรูปแบบที่สามารถช่วยส่งเสริมความยั่งยืนในการใช้ชีวิตให้กับผู้คนในสังคมได้อย่างทั่วถึง 

เช่น พื้นที่ส่วนกลางสีเขียวในหมู่บ้าน เปรียบเสมือนปอดของชุมชน ที่มีการออกแบบให้คำนึงถึงสุขภาวะองค์รวมอย่างยั่งยืนมากขึ้นในหลายๆ ด้าน เพราะต้นไม้ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ลดเสียงรบกวน ลดอุณหภูมิพื้นผิวดิน และลดปรากฎการณ์เกาะความร้อน ทำให้บรรยากาศร่มรื่น สดชื่น และผู้อยู่อาศัยรู้สึกสงบปลอดภัย

อย่างที่เราทราบกันดีว่าองค์การอนามัยโลกได้แนะนำว่า ควรมีพื้นที่สีเขียวอย่างน้อย 9 ตารางเมตรต่อคน เพื่อส่งเสริมสุขภาพทั้งกายและใจ แต่หากนับแค่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่า ยังอยู่ที่เพียง 7.6 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น และพื้นที่สีเขียวส่วนมากยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ศูนย์กลางเมือง ทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่รอบนอกไม่สามารถเข้าถึงสวนสีเขียวได้เป็นประจำทุกวัน

เพราะการจัดสรรพื้นที่สีเขียวในเมืองสำคัญกว่าที่คิดเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นอกจากช่วยสร้างความสวยงามแล้ว ก็ช่วยให้ผู้คนในสังคมได้หลีกหนีจากความวุ่นวายของชีวิตเมือง และได้กลับคืนสู่การฮีลใจผ่านการเชื่อมต่อกับธรรมชาติได้อีกด้วย

แสนสิริจึงอยากชวนทุกคนไปทำความเข้าใจกับพื้นที่สีเขียวให้มากกว่าที่เคย เพราะเรามุ่งมั่นในการสร้างจุดเปลี่ยนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ด้วยการลดการใช้พลังงาน ลดมลพิษในอากาศ และทดแทนด้วยพลังงานสะอาดให้ได้มากที่สุด เพื่อช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนและให้ธรรมชาติอยู่กันเราได้นานขึ้นค่ะ

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ส่วนกลางสีเขียวทั้งในส่วนของโครงการและ Sansiri Community ที่ออกแบบโดยคำนึงถึงการใช้งานของลูกบ้านเป็นหัวใจหลัก ไม่ว่าจะเป็นสวนที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ที่เราคัดเลือกมาตัดแต่ง จัดวาง และดูแลให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของแต่ละโครงการ แซมด้วยดอกไม้สีสันสดใสและมีกลิ่นหอม ช่วยให้ผ่อนคลายความเครียด ผ่านแนวคิด Well-being ที่ใส่ใจเรื่องทิศทางลม ความโปร่งโล่ง และทิศทางของแสง เพื่อให้คุณใช้เวลากับคนที่รักได้ในทุกวัน

สนใจดูข้อมูลเพิ่มเติม ที่นี่ https://siri.ly/WyCVJa1 

รู้จักพื้นที่สีเขียว 6 ประเภท ในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

ซึ่งแบ่งตามคุณลักษณะและการใช้ประโยชน์ โดยอ้างอิงจาก แนวทางปฏิบัติงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดการพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน ระยะที่ 2 (พ.ศ.2566 – 2570) ของสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการมุ่งพัฒนาพื้นที่สีเขียวอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 พื้นที่สีเขียวสาธารณะ

พื้นที่ที่จัดเตรียมมไว้สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ นันทนาการ และเสริมสร้างความงามทางทัศนียภาพให้กับเมือง ผู้คนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

พื้นที่สีเขียวอรรถประโยชน์

พื้นที่สีเขียวเพื่อความสวยงามและตอบโจทย์ในเชิงเศรษฐกิจที่อยู่ในความดูแลของหน่วยงานหรือพื้นที่ส่วนบุคคล สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มย่อย ได้แก่ พื้นที่สีเขียวส่วนบุคคล พื้นที่สีเขียวในสถาบัน และพื้นที่สีเขียวในสาธารณูปการ

พื้นที่สีเขียวที่เป็นริ้วยาวตามแนวสาธารณูปการ

พื้นที่สีเขียวที่ขนานไปกับเส้นทางสัญจรหรือโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยลดมลพิษทางอากาศและสร้างร่มเงา เช่น พื้นที่ริมทางสัญจรทางบก บริเวณริมทาง เกาะกลางถนน เขตทางรถไฟ และพื้นที่ริมทางสัญจรทางน้ำ บริเวณริมแม่น้ำ คลองชลประทาน

พื้นที่สีเขียวเพื่อเศรษฐกิจของชุมชน

พื้นที่ที่สร้างรายได้หรือเป็นแหล่งผลิตอาหารให้กับชุมชน เช่น พื้นที่ป่าเศรษฐกิจ หรือพื้นที่ประเภทไร่ นา สวนผลไม้ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นต้น

พื้นที่สีเขียวธรรมชาติ

พื้นที่ที่เป็นระบบนิเวศดั้งเดิมหรือพื้นที่อนุรักษ์ที่มีความสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น พื้นที่ป่า ป่าธรรมชาติ พื้นที่สีเขียวบนเนินเขา พรุ แหล่งน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ

 พื้นที่สีเขียวที่รอการพัฒนา

พื้นที่รกร้างว่างเปล่าที่ปกคลุมด้วยพืชพรรณธรรมชาติ ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียวประเภทอื่นได้ในอนาคต

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สำรวจสถานการณ์พื้นที่สีเขียวประเทศไทยในตอนนี้ โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งปริมาณพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองและชุมชน เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 พื้นที่สีเขียวเพื่อเศรษฐกิจของชุมชน – 3,740.846 ล้านตารางเมตร

เป้นพื้นที่ที่ครองสัดส่วนมากที่สุด มักเป็นพื้นที่ที่นำมาทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้แก่คนในพื้นที่ เช่น พื้นที่เกษตรอินทรีย์ ไร่นาสวนผลไม้ ตลาดนัดชุมชน และการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน จัดการทุนทางสังคมและทรัพยากรท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

พื้นที่สีเขียวธรรมชาติ – 3,420.440 ล้านตารางเมตร

ผืนป่าและระบบนิเวศดั้งเดิมที่เป็นปอดหลักของประเทศ โดยเป็นพื้นที่ที่มีต้นไม้และระบบนิเวศเป็นองค์ประกอบหลัก ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือมนุษย์ออกแบบขึ้นมา เพื่อช่วยปรับสมดุลของระบบนิเวศ ลดมลพิษ ลดความร้อนในเมือง และเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

พื้นที่สีเขียวอรรถประโยชน์ – 1,053.829 ล้านตารางเมตร

พื้นที่กึ่งสาธารณะหรือพื้นที่หน่วยงานที่ช่วยเพิ่มความร่มรื่น มักเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลหรือกึ่งสาธารณะที่เน้นประโยชน์การใช้งานมากกว่าความสวยงาม เช่น สวนในบ้าน สวนในหน่วยงาน/สถาบัน พื้นที่รอบบ่อบำบัดน้ำเสีย หรือสวนครัวดาดฟ้า ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้ว ยังเน้นการใช้งานจริง ช่วยสร้างความยั่งยืน ลดมลพิษ ลดภาวะโลกร้อน และเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อความมั่นคงทางอาหาร

 พื้นที่สีเขียวที่ยังไม่มีการใช้ประโยชน์ – 697.282 ล้านตารางเมตร

ที่ดินว่างเปล่าหรือพื้นที่รกร้างที่มีพืชพรรณธรรมชาติขึ้นอยู่ แต่ยังไม่ได้รับการพัฒนาหรือวางแผนใช้ประโยชน์อย่างเป็นทางการตามแนวทางจัดการพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน

มักเป็นพื้นที่รกร้างที่รอการพัฒนาในอนาคต มีศักยภาพในการพัฒนาให้เป็น “พื้นที่สีเขียวอรรถประโยชน์” ได้ เช่น การทำสวนผักชุมชน สวนหย่อมขนาดเล็ก หรือสวนป่าตามแนวทางเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อเพิ่มมูลค่าและประโยชน์ใช้สอยให้กับเมือง

 พื้นที่สีเขียวสาธารณะ – 333.193 ล้านตารางเมตร

พื้นที่ที่มีสัดส่วนที่น้อยที่สุด แต่สำคัญที่สุดสำหรับคนเมืองในการพักผ่อนและออกกำลังกาย เช่น สวนสาธารณะ สวนหย่อม สวนพฤกษศาสตร์ และสนามเด็กเล่น ซึ่งประชาชนเข้าถึงได้อย่างอิสระ เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย และเป็น Safe Zone ลดความเครียด ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต สุขภาพจิตที่ดี และส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในเมือง

รู้หรือไม่ว่า พื้นที่สีเขียวคือองค์ประกอบสำคัญของเมือง เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่ม ความร่มรื่น และสร้างความสวยงามแล้ว ยังมีผลโดยตรงกับสุขภาพจิต ของคนในเมือง องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าเมืองควรมีพื้นที่สีเขียวอย่างน้อย 9 ตารางเมตรต่อคน เพื่อส่งเสริมสุขภาพกายใจ แต่กรุงเทพฯ ยังอยู่ที่เพียง 7.6 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น และพื้นที่สีเขียวส่วนมากยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ศูนย์กลางเมือง ทำให้ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่รอบนอกหรือเขตที่อยู่อาศัยหนาแน่นเข้าถึงสวนสาธารณะได้ไม่ง่าย

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, Thai Green Urban และ greener bangkok

เจาะลึกวิกฤตพื้นที่สีเขียว ในผังเมืองกรุงเทพมหาคร

 พื้นที่ลดลงจากการเปลี่ยนสีผังเมือง

การเปลี่ยนสีผังเมืองจากพื้นที่สีเขียวที่ใช้สำหรับชนบทและเกษตรกรรมเป็นสีอื่น เช่น สีแดง (พาณิชยกรรม) หรือสีส้ม/น้ำตาล (ที่อยู่อาศัย) ส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรมและธรรมชาติลดลงโดยตรง เกิดการรุกล้ำของสิ่งก่อสร้าง ทำลายระบบนิเวศและทางน้ำธรรมชาติ ลดแหล่งกักเก็บคาร์บอน ทำให้อุณหภูมิเมืองสูงขึ้นและจัดการน้ำเสียได้ยากขึ้น เพราะพื้นที่สีเขียวทำหน้าที่ซับน้ำ เมื่อกลายเป็นสิ่งปลูกสร้าง ทำให้เกิดปัญหาการระบายน้ำและการกัดเซาะดิน

 การพัฒนาโครงการในพื้นที่เกษตรกรรม

การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยอุตสาหกรรมพาณิชย์ ในพื้นที่เกษตรกรรมส่งผลกระทบโดยตรงต่อพื้นที่สีเขียว โดยทำให้เกิดการสูญเสียพื้นที่สีเขียวตามธรรมชาติหรือพื้นที่เกษตรกรรม ลดความหลากหลายทางชีวภาพ ทำลายระบบนิเวศดั้งเดิม และอาจเพิ่มปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษทางเสียง ฝุ่นละออง และปัญหาการระบายน้ำ

การพัฒนาควรเน้นการรักษาภูมิทัศน์เดิม การเชื่อมโยงพื้นที่สีเขียวเข้าด้วยกัน การพัฒนาพื้นที่รกร้างแทนการรุกล้ำพื้นที่เกษตรกรรม และใช้หลักเกณฑ์การพัฒนาพื้นที่สีเขียว

 ไม่มีการทดแทนพื้นที่รับน้ำอย่างยั่งยืน

การไม่มีการทดแทนพื้นที่รับน้ำอย่างยั่งยืนเมื่อเกิดการพัฒนาเมือง ทำให้พื้นผิวธรรมชาติถูกแทนที่ด้วยพื้นคอนกรีต ส่งผลให้พื้นที่สีเขียวสูญเสียหน้าที่ในการดูดซับน้ำ ชะลอน้ำ และระบายน้ำ ทำให้น้ำไหลบ่าลงสู่พื้นที่สีเขียวเดิมอย่างรวดเร็วเกินรับไหว ก่อให้เกิดน้ำท่วมขัง พืชพันธุ์เสียหาย และดินกัดเซาะ ทำให้พื้นที่สีเขียวไม่สามารถทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้

 พื้นที่รกร้างรัฐ ไม่ถูกนำมาพัฒนา

ทำให้เมืองเสียโอกาสในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวสาธารณะหรือสวนสาธารณะ ที่จำเป็นต่อการลดมลพิษและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้คน เพิ่มความเสี่ยงจากการกลายเป็นแหล่งสะสมขยะหรือมลพิษ แทนที่จะได้ปรับปรุงภูมิทัศน์ให้เป็นปอดเมืองที่ยั่งยืน 

ดังนั้นการพัฒนาพื้นที่รกร้างแทนการขยายตัวไปในพื้นที่สีเขียวใหม่ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการฟื้นฟูเมืองอย่างยั่งยืน

ขอบคุณข้อมูลจาก TNN และ สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC)

แนวทางการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในปัจจุบัน

สร้างสวนสาธารณะและสวนหย่อมในเมือง

หลายเมืองใหญ่ในโลกได้เริ่มพัฒนาโครงการสวนสาธารณะและสวนหย่อม เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว เช่น ประเทศสิงคโปร์ เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นเมืองในสวน และยังคงขยายตัวเรื่อยๆ และอีกตัวอย่างคือ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ มีการฟื้นฟูคลองชองกเยชอน (Cheonggyecheon) ซึ่งเป็นโครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและเปิดทางน้ำให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและสวนสาธารณะให้ได้ 30% ของพื้นที่เมืองทั้งหมด ภายในปี 2030

สร้างสวนแนวตั้งและสวนดาดฟ้า

การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองสามารถทำได้ด้วยการสร้างสวนแนวตั้ง (Vertical Garden) หรือสวนบนดาดฟ้า (Rooftop Garden) ซึ่งสามารถติดตั้งบนอาคารสูง อาคารสำนักงาน หรืออาคารพาณิชย์ได้ การออกแบบสวนเหล่านี้ช่วยเพิ่มความสดชื่นและกรองอากาศในเมืองได้โดยไม่ต้องใช้พื้นที่ดินมาก

ปลูกต้นไม้และบำรุงรักษาชุมชน

ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการปลูกต้นไม้และดูแลรักษาพื้นที่สีเขียวในเขตที่อยู่อาศัย เช่น โครงการปลูกต้นไม้ในหมู่บ้านหรือบริเวณโรงเรียน เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในระดับชุมชนและสร้างจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อม

 ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองเก่าและอุตสาหกรรม

ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองเก่าและเขตอุตสาหกรรมที่ถูกทิ้งร้างให้กลับมาเป็นสวนสาธารณะหรือพื้นที่สีเขียว เช่น การฟื้นฟูพื้นที่ริมแม่น้ำให้เป็นสวนสาธารณะ ช่วยให้เกิดการใช้ประโยชน์พื้นที่ว่างได้อย่างยั่งยืน

 ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการจัดการพื้นที่สีเขียว

เช่น โดรนเพื่อสำรวจสุขภาพต้นไม้ ระบบเซ็นเซอร์ เพื่อควบคุมการรดน้ำอัตโนมัติ และการใช้ข้อมูลดิจิทัลในการวางแผนการบำรุงรักษาพื้นที่สีเขียว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาพื้นที่สีเขียว

การพัฒนานโยบายที่ส่งเสริมการอนุรักษ์และเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองเช่น กฎหมายบังคับให้อาคารพาณิชย์และอาคารที่อยู่อาศัยต้องมีพื้นที่สีเขียวบางส่วน หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้พัฒนาพื้นที่สีเขียว

ขอบคุณข้อมูลจาก so green asia และ agenda

พื้นที่สีเขียวสร้างอะไรได้บ้าง? ที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

สวนสาธารณะและพื้นที่นันทนาการโดยเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เชื่อมคนเมืองเข้ากับธรรมชาติ ช่วยลดความเครียด ผ่อนคลาย ไว้ให้คนทุกช่วงวัยได้ใช้พักผ่อน ฟื้นฟูสุขภาพจิต และพบปะกันหลังเลิกงานหรือในวันหยุดสุดสัปดาห์ 

นอกจากนี้ยังช่วยลดอุณหภูมิเมือง ลดมลพิษทางอากาศและเสียง รวมถึงเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

อาคารสีเขียว (Green Building)

พื้นที่สีเขียวเป็นหนึ่งในข้อกำหนดสำคัญของการสร้างอาคารสีเขียว ซึ่งต้องออกแบบให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงประหยัดพลังงาน ใช้วัสดุที่ยั่งยืน หรือระบบจัดการพลังงาน และน้ำในอาคารที่มีประสิทธิภาพ โดยการให้ความสำคัญกับสัดส่วนพื้นที่สีเขียวตามมาตรฐานอาคารเขียว เช่น มีต้นไม้ยืนต้นไม่น้อยกว่า 1 ต้นต่อพื้นที่เปิดโล่ง 100 ตารางเมตร เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสภาพแวดล้อมและการใช้งานจริง เปลี่ยนพื้นที่ใช้งานให้กลายเป็นระบบนิเวศขนาดย่อมที่ช่วยยกระดับสุขภาวะ (Well-being) ทั้งในแง่สุขภาพกายและความสบายใจ

โครงการฟาร์มในเมือง

พื้นที่ว่างกลางเมืองสามารถเปลี่ยนให้เป็นแปลงเกษตรได้ เช่น สวนผักแนวดิ่ง หรือสวนครัวในคอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ของการบริโภคอาหารที่ปลอดภัย และสร้างความสัมพันธ์อันดีภายในคอมมูนิตี้

พื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติในเขตเมือง

เช่น ป่าในเมือง หรือสวนพฤกษศาสตร์ เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติที่สำคัญ ซึ่งช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยลดฝุ่นละอองอนุภาคขนาดเล็ก PM10 ได้ถึง 7% ลดอุณหภูมิเมืองลงได้กว่า 2 องศาเซลเซียส และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า

นอกจากนี้ยังลดมลภาวะทางเสียงลงได้ถึง 50% และช่วยชะลอน้ำท่วม อีกทั้งยังคงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ท้องถิ่น แล้วยังเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่เยาวชนและผู้ที่สนใจเรื่องการอนุรักษ์ได้ธรรมชาติอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ, sdg move และ science direct

Healthy Well Living Sansiri Community ทุกวันร่มรื่น ช่วยให้การใช้ชีวิตมีความหมายมากขึ้นไปด้วยกัน

Live with Nature เพิ่มความสุขและลดความเครียด

การอยู่กับธรรมชาติช่วยฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ลดความดันโลหิต และระดับฮอร์โมนความเครียดได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้สมองผ่อนคลาย เพิ่มสมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยอากาศบริสุทธิ์และพื้นที่สีเขียว ทำให้ชีวิตมีความสมดุล สงบ และมีความสุขมากขึ้น

Balance Life & Rest พักผ่อนเต็มที่ มีเวลาให้ตัวเอง

การพักผ่อนที่เพียงพอช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวล และความเสี่ยงของโรคต่างๆ เมื่อสมองได้รับการพักผ่อน จะเพิ่มสมาธิ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ทำให้สามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงยังแบ่งเวลาไปทำงานอดิเรก เรียนรู้สิ่งใหม่ มีเวลาให้กับครอบครัว คนรัก และเพื่อนมากขึ้นอีกด้วย

 Escape from Stressing ช่วยฟื้นฟูทั้งกายและจิตใจ

ช่วยลดความวิตกกังวลและความรู้สึกลบ ช่วยให้จิตใจสงบ เพิ่มความรู้สึกเชิงบวก ทำให้สมองได้พักผ่อนจากการคิดฟุ้งซ่าน ช่วยฟื้นฟูสมดุลทางอารมณ์และร่างกาย ลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ

 Well-Being & Longevity เพิ่มคุณภาพชีวิตและอายุขัย ช่วยลดโรคเรื้อรัง

มีชีวิตที่ยาวนานพร้อมสุขภาพดีทั้งกายและใจ ไม่ใช่แค่การมีอายุยืนยาวแต่ข้อดีหลักคือการมีร่างกายแข็งแรง กระฉับกระเฉง ชะลอความเสื่อม ลดโรคเรื้อรัง ลดภาระค่ารักษาพยาบาลในระยะยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยสูงอายุ เช่น ทานอาหารดี, ออกกำลังกาย, นอนพอ, ทำจิตใจให้สงบ จะเปลี่ยนจากการแก่ตัวลงเป็นการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก Thai PBS, Healthline, Humanica และ houston methodist

CONTRIBUTOR

Related Articles

Petriarchy 101 สเต็ปการเลี้ยงเจ้าสี่ขาของคนยุคใหม่ ให้มาเป็นครอบครัว

  ในยุคนี้ หลายคนคงคุ้นตากับภาพคนจูงน้องหมาไปงานวิ่ง จัดงานวันเกิดให้น้องแมว หรือแม้กระทั่งการที่เหล่าเจ้าสี่ขามีช่องทาง Social Media คอยอัพเดตเรื่องราวในแต่ละวันเป็นของตัวเองเหมือนพวกเรา ซึ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยค่ะ นี่คือปรากฏการณ์  Pet Humanization หรือการดูแลสัตว์เลี้ยงให้เหมือนสมาชิกในครอบครัว ซึ่งเกิดจากไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป ทั้งเทรนด์การไ่ม่มีลูก, การนิยมทำงานที่บ้านมากขึ้น ทำให้การเลี้ยงสัตว์เป็นเหมือนตัวแทนความรักและเข้ามาเติมเต็มจิตใจ แถมยังช่วยลดทอนความเครียดจากวันเหนื่อยๆ ตั้งแต่คนโสดที่มีเจ้าสี่ขาเป็นเพื่อนคลายเหงา คู่รักที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นตัวแทนความรักเหมือนลูกแท้ๆ

GIG ECONOMY กับการสร้าง Young Millionaire: เมื่อ ‘งานอิสระ กลายเป็นเครื่องผลิตเงินล้า

  ถ้าสังเกตให้ดีเราจะเห็นว่าหลังช่วง โควิด-19 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบในหลายๆ วิถีชีวิต โดยเห็นชัดที่สุดคือวิถีการทำงานที่ต้องปรับเปลี่ยนจากการทำงานในออฟฟิศสู่การทำงานรูปแบบ Hybrid Working จนถึงการกลับมาของ ‘Gig Economy’ ระบบเศรษฐกิจที่ถูกขับเคลื่อนด้วยการทำงานในแบบชั่วคราว โดยเน้นการทำงานด้วยความอิสระและสร้างความยืดหยุ่นมากขึ้น ทำงานแบบจบไปเป็นครั้งๆ เพราะในยุคที่เทคโนโลยีเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้เกิดอาชีพหรือช่องทางทำเงินได้แค่ปลายนิ้วผ่านหน้าจอโทรศัพท์ เช่น Influencer, YouTuber,

I Love My Job 5 อาชีพของตัวละครสุดเจ๋งในซีรีส์ ที่ช่วยเติมแพสชันให้คนมีฝัน

I Love My Job, I Love My Job, I Love My Job น่าจะเป็นหนึ่งในประโยคที่ติดปากใครหลายคนในช่วงนี้ใช่ไหมคะ ส่วนใครที่เป็นแฟนซีรีส์น่าจะได้เห็นอาชีพที่แปลกใหม่ หลากหลาย และน่าสนใจจากเหล่าตัวเอกในซีรีส์เรื่องโปรดกันมาไม่มากก็น้อย  วันนี้แสนสิริเราได้ลองรวบรวม 5 อาชีพสุดเจ๋งของตัวละครในซีรีส์ที่เมื่อได้ดูก็ช่วยเติมแพสชันให้ชาวออฟฟิศหรือเติมไฟให้คนมีฝัน จนรู้สึกอยากลุกออกไปทำงานที่เรารักได้แบบในซีรีส์ทันที