“hidden trauma”
ปลดล็อกแผลในใจด้วยเสียงที่มี

เราทุกคนย่อมเคยมีบาดแผลที่เกิดจากความสัมพันธ์ การสูญเสีย การถูกปฏิเสธและอื่นๆ อีกมากมาย แต่ในบริบทของสังคมไทยการเปิดเผยบาดแผลหรือความเจ็บปวดภายในจิตใจ กลายเป็นเรื่องเปราะบางในจิตใจที่หลายคนไม่อยากได้ยินหรือไม่กล้าพูดถึงและเก็บลงไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ 

มีผู้คนมากมายที่เผชิญความรุนแรงจากคำพูดและการกระทำโดยที่ไม่กล้าพูดออกมา จนกลายเป็นบาดแผลในใจที่ต้องได้รับการเยียวยา 

เพราะในบริบทของสังคมไทยถูกมองว่าการเปิดเผยความรู้สึกที่เจ็บปวด ถือเป็นการแสดงความอ่อนแอ มนุษย์เราถูกสอนว่าเราทุกคนต้องเข้มแข็ง อดทน ไม่เปิดเผยเรื่องราวความเจ็บปวดให้ใครรับรู้ แต่ในทางกลับกัน บางทีการเล่าเรื่องราวความรู้สึก อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเยียวยาบาดแผลที่เกิดขึ้นในหัวใจนะคะ

เพราะเราเชื่อว่าไม่ว่าเราจะเป็นใคร เรามีสิทธิ์เล่าเรื่องราวของตัวเองได้โดยไม่ถูกตัดสินและทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเล่าเรื่องราวของตัวเองอย่างเท่าเทียม เพราะหัวใจของทุกคนควรที่จะได้รับการเยียวยาค่ะ

แสนสิริให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมและสนับสนุนความเท่าเทียม มากว่าทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นความเท่าเทียมทางความหลากหลายทางเพศ การสนับสนุนการศึกษา การให้โอกาสและการสนับสนุนการจ้างงานคนพิการ และอีกมากมาย เพราะเราสนับสนุนความเท่าเทียมทุกรูปแบบ 

แสนสิริเชื่อว่า “ความเท่าเทียม” อาจเรียบง่าย แค่การที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติในแบบของตัวเอง รวมไปถึงได้รับโอกาส และได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันในทุกวัน  

รวมถึงสิทธิ์ที่เราจะเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดของตัวเองด้วยเช่นกัน เพราะความเท่าเทียมอาจไม่ได้แค่เราทุกคนได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน แต่รวมไปถึงเรามีสิทธิ์ที่จะส่งเสียงอย่างเท่าเทียมด้วย และนั่นจะทำให้สังคมเกิดความเท่าเทียมได้อย่างแท้จริง

 ติดตามเรื่องราวความเท่าเทียมต่อได้ที่ https://siri.ly/MWwyPj6 

การพูดบาดแผลในใจ = การเยียวยาหัวใจตัวเอง? 

การได้พูดเรื่องราวที่เจ็บปวดอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเยียวยาหัวใจตัวเอง แต่การพูดหรือเล่าเรื่องราวที่เป็นบาดแผลในใจ ไม่ว่าจะมาจากคำพูดหรือการกระทำ อาจเป็นเรื่องที่ยากสำหรับใครบางคน เพราะการปิดปากเงียบถือเป็นกลไกในการเอาตัวรอดของผู้ที่ถูกกระทำ 

จากงานวิจัยด้านจิตวิทยาที่เกี่ยวกับบาดแผลในใจที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Psychological Trauma: Theory, Research, Practice, and Policy” ได้เปิดเผยว่า

43.5% ของคนที่กล้าพูดหลังเกิดเหตุการณ์ทันที มีแนวโน้มว่าจะเป็นคนที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับคนที่ทำให้เรามีบาดแผลในใจ เช่น เป็นเพียงแค่คนแปลกหน้า เพื่อนที่ทำงาน โดยส่วนมากมักไม่ใช่คนในครอบครัว พ่อแม่ญาติพี่น้อง หรือคนรักที่มีความผูกพันกัน อาจทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากการพูดออกไปมากนัก จึงทำให้บางคนคนถึงกล้าพูดบาดแผลในใจของตัวเองทันที 

32.3% ของคนที่กล้าพูดภายใน 1 เดือน  มีแนวโน้มว่าจะเป็นคนที่กำลังคิดไตร่ตรอง สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ไม่พร้อมที่จะพูดทันทีแต่ไม่ได้แปลว่าจะเก็บเงียบตลอดไป

🗣️24.2% ของคนที่กล้าพูดหลังจาก 1 เดือนหรือไม่กล้าพูดเลย มีแนวโน้มว่าจะเป็นคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับคนที่ทำให้เกิดบาดแผลในใจ แต่ที่ไม่อยากพูดออกไปอาจเป็นเพราะไม่อยากทำร้ายคนที่ตัวเองรัก เช่น คนในครอบครัวหรือบางคนอาจจะไม่พูดเลยไปตลอดชีวิต

ทั้งนี้ คนที่กล้าพูดเหตุการณ์หลังเกิดช้ากว่าไม่ได้แปลว่าเศร้ากว่าคนที่เปิดเผยเรื่องราวทันทีหลังเกิดเหตุที่สร้างบาดแผลในใจเสมอไป

บาดแผลในใจ…กล้าเล่าให้ใครฟังเป็นคนแรก?

86.8% คือ ครอบครัว  

76.4% คือ คนสนิท

เพราะเชื่อว่า การเปิดเผยความรู้สึกที่มีความเจ็บปวด จะทำให้รู้สึกดีขึ้นหรือได้รับความห่วงใยจากคนที่ฟังเรื่องของเรานั่นเองค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก:  Disclosing Traumatic Experiences: Correlates, Context, and Consequences

#วัฒนTrend #VoiceEquality #LiveEqually #เท่าเทียมในทุกวัน  #Sansiri #Everydaylifeisgood #ทุกวันชีวิตดี 

“มาพูดอะไรตอนนี้” 

คนที่มีบาดแผลในใจ ทำไมถึงปล่อยเวลาไว้นาน?

กลัวถูกตัดสินและถูกมองว่าอ่อนแอ เพราะในหลายสังคมหากพูดถึงความทุกข์ ความเจ็บปวดของตัวเอง ก็จะถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่เข้มแข็ง ไม่อดทน จึงต้องกักเก็บความเจ็บปวด เพราะไม่อยากเป็นคนที่อ่อนแอนั่นเอง

คิดว่าความเจ็บปวดที่เจอเป็นเรื่องปกติ บางคนเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เจอมาตลอดเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องเจอ จึงไม่ได้พูดความเจ็บปวดออกไป ทั้งที่ในความเป็นจริงความเจ็บปวดที่ใครบางคนต้องเจออาจจะไม่มีใครสมควรได้รับความเจ็บปวดนั้นก็ได้

ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยต่อหัวใจ รู้สึกไม่มีใครที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เราได้พูดความเจ็บปวดของตัวเอง จึงเลือกที่จะเก็บเงียบไว้ดีกว่า อาจเพราะความเงียบคือเกราะป้องกันใจที่ปลอดภัยที่สุด

กลัวไม่มีใครเชื่อ อาจจะไม่ได้กลัวกับเหตุการณ์นั้นแล้ว แต่กลัวพูดไปจะไม่มีใครเชื่อมากกว่า หรืออาจกลัวว่าหากพูดออกไปจะถูกทำร้ายจิตใจอีกครั้งจึงไม่กล้าพูด คนที่พูดบาดแผลในใจจะต้องมั่นใจก่อนว่า เมื่อเล่าความเจ็บปวดออกไปจะไม่ถูกตัดสิน

ขอบคุณข้อมูลจาก: verywellhealth, Disclosing Traumatic Experiences: Correlates, Context, and Consequences, besselvanderkolk, aifs.gov.au, blueknot.org.au

วิธีก้าวผ่าน “Hidden Trauma” ที่ทำให้หัวใจถูกเยียวยา 

สื่อสารให้คนที่ไว้ใจรับรู้ เปิดเผยให้คนที่ไว้ใจรู้ว่าเรากำลังเจ็บปวด อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น

พบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ ถ้ามีบาดแผลทางจิตใจที่รุนแรงที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน หรือส่งผลกระทบกับความสัมพันธ์กับคนรอบข้างก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อรักษาบาดแผลทางใจอย่างจริงจัง 

ดำเนินชีวิตประจำวันและตั้งเป้าหมายที่ทำได้จริง จะช่วยให้เรารู้สึกว่าเราสามารถควบคุมบางสิ่งบางอย่างและสามารถทำให้สำเร็จได้ เหมือนเรียกความเชื่อมั่น ความมั่นใจในตัวเองกลับคืนมา และเราจะค่อยๆ ทำสิ่งอื่นได้ดีมากยิ่งขึ้น

ดูแลร่างกายไม่ใช่แค่หัวใจ เพราะว่าแผลทางใจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ เช่น ทำให้เจ็บป่วย หรือนอนไม่หลับ เป็นต้น ดังนั้นเราต้องดูแลสุขภาพกายของเราให้ดีไม่แพ้สุขภาพใจเช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก: nimh.nih.gov, www.nhs.uk ,ptsd.va.gov,

Cultural Schema Theory กรอบแนวคิดทางวัฒนธรรมที่อาจส่งผลต่อบาดแผลทางใจ

คือ วัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดและตีความต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

แนวคิดวัฒนธรรมตะวันตก (Individualism) แนวคิดหรือค่านิยมที่ให้สิทธิ์และอิสระในชีวิตของตัวเอง โดยเน้นการพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก

ให้อิสระในการใช้ชีวิต เช่น อายุ 18 สังคมตะวันตก ให้ลูก ออกไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยตัวเอง

ส่งเสริมการเติบโตและเรียนรู้ชีวิตด้วยตัวเอง  การอยู่ได้ด้วยตัวเองคือการเรียนรู้เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า

 การพึ่งพาตนเองและมีความรับผิดชอบ คนตะวันตกเชื่อว่าการพึ่งพาตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญ

แนวคิดวัฒนธรรมเอเชีย (Collectivism) แนวคิดหรือค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว ความผูกพัน การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

การสร้างความผูกพันและพึ่งพากัน การสร้างความผูกพัน ความสามัคคีและการรักษาความสัมพันธ์ เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ความกตัญญู ช่วยเหลือเกื้อกูล  การให้ความรักการช่วยเหลือพึ่งพากัน ไม่ทอดทิ้งกัน

ความรับผิดชอบร่วมกันในครอบครัว การดูแลกันในครอบครัว

การที่คนเราอยู่ในสังคมและวัฒนธรรมที่ต่างกัน ทำให้มีกรอบแนวคิดและการใช้ชีวิตที่ต่างกันออกไป แต่ทั้งสองแนวคิดที่กล่าวมาข้างต้น ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะสร้างบาดแผลในใจให้ใครบางคนได้เช่นกัน ทั้งนี้การที่จะเกิดแผลในใจหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ ประสบการณ์ที่เจอ ความคิด หรือสภาพแวดล้อม และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ถ้าหากมีแผลใจเกิดขึ้นแล้ว ก็ควรที่จะได้รับการรักษาเยียวยาจิตใจให้หายดีค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก: www.ncbi.nlm.nih.gov, Oxford, pmc

Related Articles

Petriarchy 101 สเต็ปการเลี้ยงเจ้าสี่ขาของคนยุคใหม่ ให้มาเป็นครอบครัว

  ในยุคนี้ หลายคนคงคุ้นตากับภาพคนจูงน้องหมาไปงานวิ่ง จัดงานวันเกิดให้น้องแมว หรือแม้กระทั่งการที่เหล่าเจ้าสี่ขามีช่องทาง Social Media คอยอัพเดตเรื่องราวในแต่ละวันเป็นของตัวเองเหมือนพวกเรา ซึ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยค่ะ นี่คือปรากฏการณ์  Pet Humanization หรือการดูแลสัตว์เลี้ยงให้เหมือนสมาชิกในครอบครัว ซึ่งเกิดจากไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป ทั้งเทรนด์การไ่ม่มีลูก, การนิยมทำงานที่บ้านมากขึ้น ทำให้การเลี้ยงสัตว์เป็นเหมือนตัวแทนความรักและเข้ามาเติมเต็มจิตใจ แถมยังช่วยลดทอนความเครียดจากวันเหนื่อยๆ ตั้งแต่คนโสดที่มีเจ้าสี่ขาเป็นเพื่อนคลายเหงา คู่รักที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นตัวแทนความรักเหมือนลูกแท้ๆ

GIG ECONOMY กับการสร้าง Young Millionaire: เมื่อ ‘งานอิสระ กลายเป็นเครื่องผลิตเงินล้า

  ถ้าสังเกตให้ดีเราจะเห็นว่าหลังช่วง โควิด-19 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบในหลายๆ วิถีชีวิต โดยเห็นชัดที่สุดคือวิถีการทำงานที่ต้องปรับเปลี่ยนจากการทำงานในออฟฟิศสู่การทำงานรูปแบบ Hybrid Working จนถึงการกลับมาของ ‘Gig Economy’ ระบบเศรษฐกิจที่ถูกขับเคลื่อนด้วยการทำงานในแบบชั่วคราว โดยเน้นการทำงานด้วยความอิสระและสร้างความยืดหยุ่นมากขึ้น ทำงานแบบจบไปเป็นครั้งๆ เพราะในยุคที่เทคโนโลยีเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้เกิดอาชีพหรือช่องทางทำเงินได้แค่ปลายนิ้วผ่านหน้าจอโทรศัพท์ เช่น Influencer, YouTuber,

I Love My Job 5 อาชีพของตัวละครสุดเจ๋งในซีรีส์ ที่ช่วยเติมแพสชันให้คนมีฝัน

I Love My Job, I Love My Job, I Love My Job น่าจะเป็นหนึ่งในประโยคที่ติดปากใครหลายคนในช่วงนี้ใช่ไหมคะ ส่วนใครที่เป็นแฟนซีรีส์น่าจะได้เห็นอาชีพที่แปลกใหม่ หลากหลาย และน่าสนใจจากเหล่าตัวเอกในซีรีส์เรื่องโปรดกันมาไม่มากก็น้อย  วันนี้แสนสิริเราได้ลองรวบรวม 5 อาชีพสุดเจ๋งของตัวละครในซีรีส์ที่เมื่อได้ดูก็ช่วยเติมแพสชันให้ชาวออฟฟิศหรือเติมไฟให้คนมีฝัน จนรู้สึกอยากลุกออกไปทำงานที่เรารักได้แบบในซีรีส์ทันที