ช่วงนี้วงการนักอ่านไทยเริ่มกลับมาคึกคักกันพอตัว งานหนังสือที่ผ่านมามีใครได้แวะเติมกองดองกันไปบ้างคะ แต่นอกจากการซื้อหนังสือจากงานหนังสือหรือผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ก่อนหน้านี้ในหลายๆ พื้นที่ยังมี ‘ร้านหนังสือ’ หรือ ‘ร้านหนังสืออิสระ’ ให้เราได้ไปหยิบจับหนังสือดูก่อนตัดสินใจซื้อ แต่ในตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าร้านเหล่านี้ทยอยปิดตัวลงมากขึ้นทุกปี ผู้คนอ่านหนังสือไม่มากเท่าแต่ก่อน และส่วนหนึ่งใช้เวลาส่วนมากกับการมีงานอดิเรกที่บ้านแทน แสนสิริเราจึงต้องการให้ทุกวันเป็นวันพักผ่อนได้ จึงสำรวจวิถีชีวิตและความต้องการของทุกคน ทุกช่วงวัย แล้วออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อเป็นพื้นที่ผ่อนคลาย เติมแต่งแรงบันดาลใจ และสร้างความสัมพันธ์ดีๆ ได้ในทุกกิจกรรมต่อกันได้ไม่รู้จบ
ปัจจุบัน แม้จะมีร้านหนังสืออิสระกระจายตัวอยู่รอบๆ กรุงเทพบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้เบาใจได้ว่าร้านจะอยู่ต่อได้อย่างยั่งยืนเหมือนกับสิบกว่าปีที่ผ่านมา แสนสิริจึงอยากชวนทุกคนหันกลับมาให้ความสนใจร้านหนังสืออิสระไปพร้อมกันอีกครั้ง
เพราะนอกจากการเข้าไปดู หยิบจับ หรือซื้อหนังสือเล่มโปรดแล้ว ร้านเหล่านี้ยังคอยสร้างคอมมูนิตี้จากกลุ่มเล็กๆ กระจายสู่ชุมชนและแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์ แม้ในวันที่ทุกคนเริ่มหันไปอ่าน E-Book กันมากขึ้น แต่ร้านหนังสืออิสระยังคงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่พร้อมเปิดรับและโอบกอดนักอ่านมากหน้าหลายตากันอยู่เสมอ
จากกระแสการมาของ BKK Book District ในช่วงต้นปี ประกอบกับความคึกคักในงานสัปดาห์หนังสือ ก็ได้ช่วยปลุกพลังของคอมมูนิตี้นักอ่านให้หันมาสนใจการอ่านหนังสือแบบรูปเล่มมากขึ้น แทนที่การอ่านแบบ E-Book หรือฟัง Audio Book
ด้วยสถิติงานสัปดาห์หนังสือครั้งล่าสุดที่มีผู้เข้าร่วมถึง 1.37 ล้านคน มียอดเงินสะพัดกว่า 474 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 8.2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยกลุ่ม ‘Gen Z’ มีสัดส่วนผู้เข้าร่วมงานสูงถึง 70% ทำให้เราเห็นว่าคนรุ่นใหม่ กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของวงการหนังสือยุคใหม่ จากการหันมาให้ความสำคัญกับหนังสือเล่มและทำให้การอ่านเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต📖
แสนสิริเข้าใจดีว่าการจัดเก็บหนังสือต้องมีความใส่ใจ ทั้งเรื่องแสง อุณหภูมิ และอากาศของห้องที่ไม่ชื้นเกินไป เราจึงใส่ใจในการออกแบบ ทั้ง บ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม และทาวน์โฮม เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคุณ
เพราะเราเชื่อว่า ‘บ้าน’ เป็นได้มากกว่าที่อยู่อาศัย
พบกับโครงการของแสนสิริได้ที่นี่ https://siri.ly/WyCVJa1
ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก marketeer online และ urban creature


ชวนไขข้อข้องใจ ทำไมร้านหนังสืออิสระถึงเริ่มบางตาลง?
ช่วงวิกฤติโควิด-19 ถือเป็นปรากฎการณ์ที่ทำให้เหล่าร้านหนังสืออิสระลดลงทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเข้ามาของเทคโนโลยีที่มากขึ้น ทับซ้อนกันในหลากหลายมิติ
พฤติกรรมการเสพสื่อที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค
เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คนหันมาจับหนังสือน้อยลงด้วยเช่นกัน เพราะในปัจจุบันผู้คนมักชอบใช้เวลาว่างไปกับการท่องโลกบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย สตรีมมิง และความบันเทิงในรูปแบบอื่นๆ จากการให้ความสนุกที่รวดเร็วกว่าการอ่านหนังสือที่ต้องใช้เวลาและสมาธิในการอ่าน รวมถึงพฤติกรรมการซื้อที่เปลี่ยนไป เช่น การแวะไปที่ร้านหนังสืออิสระเพื่อสัมผัสรูปเล่มและอ่านคำโปรยแต่ไปกดซื้อออนไลน์ เพราะมีโค้ดส่วนลด 15 – 30% จากราคาปกเพื่อเซฟงบประมาณ เพราะในสภาวะที่ค่าครองชีพสูงขึ้น หนังสือมักถูกผู้บริโภคจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ ‘สินค้าฟุ่มเฟือย’ หรือสินค้าที่รอได้ เมื่อกำลังซื้อลดลง ทำให้ร้านหนังสืออิสระที่มีสายป่านสั้นมีต้นทุนกำไรที่น้อยลงตามไปด้วย
โครงสร้างของอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์
เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนไปตามความเฟื่องฟูของวงการเรื่อยๆ เนื่องจาก โครงสร้างราคาของหนังสือหนึ่งเล่มถูกแบ่งสัดส่วนอย่างชัดเจน เมื่อหนังสือถูกผลิตออกมา สำนักพิมพ์จะต้องหักเปอร์เซ็นต์ให้กับ ‘สายส่ง’ (ผู้จัดจำหน่าย) เพื่อกระจายหนังสือไปตามร้านต่างๆ ทำให้ร้านหนังสืออิสระจะได้รับส่วนแบ่งกำไรจากการขายหนังสือเพียง 20 – 30% ของราคาปก เมื่อนำมาหักลบกับค่าใช้จ่ายประจำและค่าใช้จ่ายแฝงแล้ว กำไรสุทธิแทบไม่เหลือพอที่จะเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ ทำให้มีอำนาจต่อรองต่ำในส่วนแบ่งการตลาดนั่นเองค่ะ
นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเติบโตของตลาด E-book
ในไทย E-book เติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ยสูงถึง 14 – 18% ต่อปี จากความสะดวกสบายในการเข้าถึง พกพาง่าย ไม่เปลืองพื้นที่จัดเก็บ และราคาที่มักจะถูกกว่าหนังสือเล่ม ทำให้ผู้อ่านจำนวนมากย้ายไปบริโภคคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มดิจิทัลแทน ทำให้เป็นทางเลือกยอดนิยมในยุคที่ต้นทุนการผลิตหนังสือเล่มสูงขึ้น ทำให้เหล่าร้านหนังสืออิสระที่แม้ปรับตัวเข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแล้ว ก็ยังเสียส่วนแบ่งการตลาดกับการอ่านแบบ E-Book หรือฟัง Audio Book ที่ขายโดยตรงจากทางสำนักพิมพ์อยู่ดี
สุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กันคือ สงครามราคาและกำลังซื้อ
เนื่องจากร้านหนังสืออิสระสั่งซื้อหนังสือเข้ามาขายในปริมาณน้อยกว่า จึงได้ส่วนลดจากสายส่งหรือสำนักพิมพ์น้อยกว่าร้านเครือข่ายขนาดใหญ่ ทำให้ไม่มีศักยภาพพอที่จะนำกำไรไปจัดโปรโมชันลดราคาเพื่อดึงดูดลูกค้าได้ ประกอบกับหนังสือไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภคที่คนต้องซื้อซ้ำทุกวัน ทำให้กำลังซื้อลดลง ผู้คนจึงชะลอการซื้อหนังสือใหม่ และหันไปหาทางเลือกอื่น เช่น ยืมห้องสมุด ยืมเพื่อน หรือรอซื้อในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ลดราคาหนักๆ แทน ทำให้ร้านหนังสืออิสระจึงอาจจะเป็นทางเลือกการซื้อหนังสือน้อยลงมากขึ้นเรื่อยๆ
ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก brand inside asia, thairath money, thai pbs และ TODAY Bizview

บทบาทสำคัญของร้านหนังสืออิสระ พิกัดเสน่ห์ของเมืองใหญ่
ร้านหนังสืออิสระในเมืองใหญ่หลายๆ ประเทศ มีบทบาทสำคัญในฐานะพื้นที่ทางวัฒนธรรมและชุมชน ที่ช่วยสร้างเครือข่ายให้เหล่านักอ่าน ทำให้ในหลายประเทศเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการสนับสนุนร้านหนังสืออิสระเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการอ่านให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น✨ รวมถึงความสำคัญในด้านอื่นๆ อย่างเช่น
สนับสนุนสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก
โดยมักจัดพื้นที่ชั้นวางให้หนังสือเฉพาะทางและงานวรรณกรรมอิสระ ที่อาจไม่ได้รับความสนใจในตลาดหลัก ช่วยให้หนังสือมีความหลากหลายทางวรรณกรรม เข้าถึงผู้อ่านได้ และสร้างความคึกคักให้กับวงการหนังสือ รวมถึงยังมีการจัดงานเปิดตัวหนังสือ กิจกรรมเสวนา หรือเวิร์กชอปที่เชื่อมโยงกับเนื้อหาของสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก ทำให้การสนับสนุนร้านหนังสืออิสระเหล่านี้จึงเปรียบเหมือนการช่วยให้สำนักพิมพ์ขนาดเล็กและนักเขียนอิสระยังคงมีพื้นที่ยืนในอุตสาหกรรมหนังสือไทย
เพิ่มพื้นที่สำหรับหนังสือเฉพาะทาง
จากการคัดเลือกหนังสือของร้านอิสระ ทั้งหนังสือเฉพาะทาง, หนังสือแปล, หนังสือศิลปะ หรือหนังสือวิชาการที่หาอ่านยากมาวางจำหน่ายได้ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย ถือเป็นช่องทางหลักในการกระจายหนังสือจากสำนักพิมพ์ขนาดเล็กหรือนักเขียนอิสระที่เน้นเนื้อหาเฉพาะทาง ซึ่งมักไม่ถูกจัดจำหน่ายในร้านใหญ่ ทำให้ให้หนังสือเฉพาะทางได้ถูกค้นพบและเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านที่แท้จริง
รักษาความหลากหลายทางวรรณกรรม
โดยทำหน้าที่เป็นแหล่งกระจายหนังสือจากสำนักพิมพ์ขนาดเล็กและนักเขียนอิสระ เนื่องจากร้านเหล่านี้มักจัดวางหนังสือเฉพาะทาง และวรรณกรรมทางเลือก โดยส่วนมากเจ้าของร้านจะคัดสรรหนังสือด้วยตัวเอง ทำให้ได้หนังสือที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่วรรณกรรมแปล วรรณกรรมท้องถิ่น ไปจนถึงความรู้เฉพาะทาง ซึ่งช่วยป้องกันการสูญหายของความรู้และเนื้อหาเฉพาะกลุ่ม ทำให้วงการวรรณกรรมมีความหลากหลายและไม่ถูกผูกขาดโดยหนังสือกระแสหลักเพียงอย่างเดียวได้เป็นอย่างดี
พื้นที่สร้างสุขภาวะและชุมชน
โดยเป็น “พื้นที่ที่สาม” (Third Place) สำหรับการพบปะแลกเปลี่ยนความคิด แบ่งปันความชอบ และทำกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น เสวนา ดนตรี ศิลปะ ซึ่งช่วยลดความเครียด และยกระดับวัฒนธรรมการอ่านในระดับท้องถิ่น เช่น ร้าน The Ripped Bodice ในลอสแอนเจลิส ที่จะขายหนังสือเฉพาะแนวนิยายรักโรแมนติก พ่วงไปกับการจัดกิจกรรมการอ่านหนังสือของนักเขียน และเวิร์กช็อปอย่างสม่ำเสมอ ผ่านบริการ ‘Blind Date with a Book’ จนเกิดเป็นกระแสต่อมาในหลายประเทศ
เพิ่มดัชนีชี้วัดเสน่ห์ของเมือง
ผ่านการเป็นพื้นที่ระหว่างนักอ่าน เจ้าของร้าน และนักเขียน ร้านจะช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น เพื่อการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้ ช่วยทำให้ชุมชนให้มีชีวิตชีวา และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คน เช่น Tsutaya Books ในโตเกียว ที่ผสมผสานหนังสือเข้ากับงานศิลปะ ที่ให้ลูกค้าสามารถเดินชม อ่าน และผ่อนคลายได้อย่างเพลิดเพลิน ร้านมีพื้นที่กว้างขวางถึง 2,300 ตารางเมตร จัดวางหนังสือศิลปะกว่า 60,000 เล่ม เป็นอีกตัวอย่างของร้านหนังสือที่ปรับตัว ใช้การสร้างประสบการณ์ สู่การเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของชุมชน
ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก มติชนสุดสัปดาห์, The Cloud, Creative Economy Agency

แนวคิด BOOK DISTRICT ให้ย่านหนังสือช่วยเป็นมือชูเศรษฐกิจ
แนวคิดย่านหนังสือช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการสร้าง ‘ระบบนิเวศสร้างสรรค์’ ที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาใช้เวลาในพื้นที่ เชื่อมโยงร้านหนังสืออิสระ สำนักพิมพ์ และชุมชนเข้าด้วยกัน ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้ท้องถิ่น กระตุ้นการอ่านเพื่อเรียนรู้ตลอดชีวิต และต่อยอดมูลค่าเพิ่มสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในมิติอื่นๆ
ฟื้นฟูย่านเก่าผ่านวัฒนธรรม
แนวคิดนี้ไม่ใช่แค่การนำร้านหนังสือหลายๆ ร้านไปตั้งเรียงติดกัน แต่เป็นการใช้ทุนทางวัฒนธรรมที่มี ชุบชีวิตย่านเก่าที่ซบเซาให้กลับมามีชีวิตชีวา ทั้งในมิติของการออกแบบพื้นที่ทางเศรษฐกิจ และสังคม ยิ่งเป็นย่านเก่ามักมีอาคารประวัติศาสตร์หรือตึกแถวโบราณที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง การเข้ามาของร้านหนังสือ คาเฟ่ และแกลเลอรีศิลปะ ช่วยเปลี่ยนพื้นที่เหล่านี้ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ เกิดการกระจายรายได้สู่ธุรกิจชุมชน ทั้งร้านอาหาร ร้านงานคราฟต์ และที่พัก
สร้างระบบนิเวศด้วยย่านหนังสือ
การสร้างย่านหนังสือให้เป็นระบบนิเวศที่ยั่งยืนและมีชีวิตชีวา ผ่านการผสมผสานการพัฒนาเมือง เข้ากับอุตสาหกรรมหนังสือและวัฒนธรรม ด้วยการสร้างความโดดเด่น เช่น การรวมร้านหนังสือเก่า ร้านหนังสืออิสระ หรือหนังสือเฉพาะด้าน เช่น ย่านจิมโบโช ในโตเกียว เพื่อให้เป็นจุดหมายปลายทางของนักอ่าน ทำให้ร้านหนังสือไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่มีการทำงานร่วมกัน ทั้งร้านค้าเก่าแก่และร้านค้าใหม่ รวมถึงหน่วยงานรัฐที่เข้ามาช่วยจัดสรรพื้นที่ ทำให้หนังสือเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ทำให้ผู้คนสามารถเดินเข้ามาหาหนังสือ แลกเปลี่ยนความรู้ และใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง
เพิ่มพื้นที่การอ่านสร้างสรรค์
โดยการเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงสถานที่ขายหรือเช่าหนังสือ ไปสู่การเป็นพื้นที่ทำกิจกรรม เช่น ห้องเวิร์กช็อป, ลานกิจกรรมสร้างสรรค์, หรือ Co-working Space ที่รองรับการทำงานและการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยร้านหนังสืออิสระในย่านจะทำหน้าที่เป็นจุดพบปะสังสรรค์ระหว่างนักอ่านและเจ้าของร้าน สร้างวัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และความสัมพันธ์ในชุมชน ผ่านการจัดกิจกรรมที่มากกว่าการอ่าน เช่น การเสวนา, การเวิร์กช็อปสร้างสรรค์
แลนด์มาร์กใหม่ของคนรักหนังสือ
เปลี่ยนพื้นที่ย่านประวัติศาสตร์ ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการอ่าน โดยผสมผสานร้านหนังสืออิสระ คาเฟ่หนังสือ โรงพิมพ์เก่าแก่ และกิจกรรมสร้างสรรค์ เข้าด้วยกัน ย่านหนังสือจึงไม่ใช่แค่ร้านขายหนังสือ แต่เป็นจุดหมายปลายทางที่ผสมผสานความคลาสสิกของเมืองเก่า เข้ากับความทันสมัยของไลฟ์สไตล์การอ่านในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Urban Creature และ BKK Book District

5 เมืองแห่งหนังสือ เปลี่ยนตัวอักษรมาขับเคลื่อนเมืองให้มีชีวิต
ย่านจิมโบโจ – ญี่ปุ่น
ย่านเก่าแก่ในเขตชิโยดะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘เมืองแห่งหนังสือ’ แหล่งหนังสือมือสองและหนังสือหายากที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีร้านหนังสือกว่า 180 – 200 ร้านเรียงราย
นอกจากหนังสือแล้ว ยังมีร้านจำหน่ายเครื่องเขียนที่ครบครันและร้านอุปกรณ์ศิลปะที่มีประวัติยาวนาน และย่านนี้ยังเป็นที่รู้จักในนาม ‘ย่านที่เท่ที่สุดในโลก’ จากการจัดอันดับของ Time Out แซงหน้าย่านสุดฮิปทั้งในยุโรปและอเมริกาอีกด้วย
ถนนเหงียนฟานบินห์ – เวียดนาม
ถนนสายวัฒนธรรมและแหล่งท่องเที่ยวเชิงวรรณกรรมยอดนิยมใจกลางนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านของชาวเวียดนามและกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญ ผ่านถนนคนเดินที่เต็มไปด้วยแผงขายหนังสือ ร้านกาแฟ และพื้นที่นั่งอ่านหนังสือ โดยมีหนังสือหลากหลายประเภท ทั้งภาษาเวียดนามและภาษาต่างประเทศ เป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับคนรักหนังสือและนักท่องเที่ยว
ถนนหนังสือฉงชิ่งใต้ – ไต้หวัน
ย่านร้านหนังสือที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งใน ไทเป ไต้หวัน ตั้งอยู่ในย่านจงเจิ้ง ในอดีตบริเวณนี้เต็มไปด้วยร้านหนังสือเก่า มากกว่า 100 ร้าน ซึ่งเป็นศูนย์กลางความรู้ที่รวบรวมหนังสือเรียน, ตำราวิชาการ, นวนิยาย, นิตยสาร และหนังสือภาษาจีนที่พิมพ์ด้วยอักษรจีนดั้งเดิมจำนวนมาก ทำให้เป็นแหล่งรวมหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในไทเป
Gyeongui Line Book Street – เกาหลีใต้
ถนนสายวัฒนธรรมและร้านหนังสือ ย่านฮงแด ประเทศเกาหลีใต้ เปิดเมื่อปี 2016 จากการรีโนเวทรางรถไฟเก่าที่ถูกเลิกใช้งาน ให้กลายเป็นถนนสายวัฒนธรรมยาวราว 250 เมตรที่เรียงรายไปด้วยร้านหนังสือ ออกแบบให้อยู่ในตู้คอนกรีตเหมือนขบวนรถไฟ แต่ละตู้แบ่งเป็นหมวดหมู่ เช่น ตู้วรรณกรรม ตู้หนังสือศิลปะและดีไซน์ ตู้หนังสือเด็ก โดยร้านส่วนใหญ่คือสำนักพิมพ์เล็กๆ และร้านหนังสืออิสระที่เน้นความคิดสร้างสรรค์
เฮย์ ออน ไวย์ – เวลส์
เมืองเล็กๆ ในแคว้นเวลส์ สหราชอาณาจักร ที่ได้รับฉายาว่าเป็น ‘เมืองหนังสือ’ แห่งแรกของโลก ที่มีร้านหนังสือเก่ากว่า 20 แห่ง ไปจนถึงร้านแผงลอยที่เน้นขายหนังสือมือสอง เมืองนี้มีชื่อเสียงระดับโลกจากการจัดเทศกาลวรรณกรรมและศิลปะเป็นประจำทุกปี ดึงดูดนักเขียนและนักอ่านจากทุกประเทศ จนกลายเป็นต้นแบบของเมืองหนังสือแห่งอื่นๆ ทั่วโลก
ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก The Matter, Connect the Dots, capitalread.co และ The Kommon

มืองหลวงหนังสือโลก ดัชนีสำคัญชี้วัดความมี ‘เสน่ห์’ ของเมือง
เมืองหลวงหนังสือโลก เป็นโครงการของ UNESCO ตั้งแต่ปี 2001 เพื่อเชิดชูเมืองที่มีแผนงานส่งเสริมการอ่านและอุตสาหกรรมหนังสือที่โดดเด่น โดยเมืองที่ได้รับเลือกจะดำเนินกิจกรรมเป็นเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันหนังสือและลิขสิทธิ์โลก✨
เกณฑ์การคัดเลือก พิจารณาจากการส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออก และความสมดุลทางภูมิศาสตร์ โดยการคัดเลือก 1 เมืองในแต่ละปี มาเป็นต้นแบบด้านการอ่าน เพื่อส่งเสริมให้คนรักการอ่าน เข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้น พร้อมกับเปิดกว้างด้านเสรีภาพทางความคิด
เพื่อมุ่งเน้นการส่งเสริมให้การอ่านเป็นเรื่องของทุกคนและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยมีกลยุทธ์ที่น่าสนใจของเมืองต่างๆ เช่น
การนำหนังสือไปหาผู้คน ที่เมือง สตราสบูร์ก เจ้าภาพปี 2024 มีแคมเปญให้พนักงานบริษัทสามารถสั่งหนังสือกลับบ้านได้เหมือนสั่งอาหาร เพื่อส่งเสริมการอ่านในครอบครัว
ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเชื่อมต่อ ที่เมือง ริโอเดจาเนโร🇧🇷 เจ้าภาพปี 2025 มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยให้กลุ่มเปราะบางและเยาวชนเข้าถึงมรดกทางวรรณกรรมได้ง่ายขึ้นผ่านช่องทางดิจิทัล และการใช้ระบบห้องสมุดออนไลน์ที่ช่วยให้การ ยืม-คืนหนังสือ สะดวกผ่านสมาร์ทโฟน ช่วยลดอุปสรรคเรื่องเวลาและการเดินทาง
ในปีนี้องค์การยูเนสโก ประกาศให้ เมืองราบัต (Rabat) ประเทศโมร็อกโก เป็นเมืองหลวงหนังสือโลกประจำปี 2026 โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการอ่าน การเขียน และวรรณกรรม รวมถึงมุ่งใช้หนังสือเป็นเครื่องมือหลักในการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร และผลักดันบทบาทสตรีผ่านวรรณกรรมและการเข้าถึงหนังสือ
ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก unesco, Yahoo News Cananda, Publishing Perspective และ BKK BOOK District

