5 ซีรีส์และภาพยนตร์ที่ดูจบแล้ว
อยากให้คุณรักษ์
และดูแลธรรมชาติไปด้วยกัน

สัปดาห์ที่ผ่านมาสภาพอากาศแปรปรวนมากเลยใช่ไหมคะ ทั้งแดดและฝนสลับกันไป ทำให้เราเห็นว่าปีนี้เป็นอีกปีที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้นจากภาวะโลกเดือดอย่างมาก จนต้องหาวิธีการรับมือไปด้วยกันเพื่อคืนธรรมชาติที่ดีให้กับโลกเรา ซึ่งด้านสื่ออย่างภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่ให้ความรู้และการตระหนักถึงภัยธรรมชาติก็มีมากขึ้น จนอดใช้เวลาว่างไปกับการอยู่บ้านเพื่อดูให้จบสักเรื่องให้ได้

จะดีไหม…ถ้าได้อยู่บ้านที่ออกแบบจากแนวคิด Sustainable Design จากแสนสิริที่มีนวังตกรรม Cooliving Design ที่ออกแบบบ้านตามหลักการธรรมชาติ โดยคำนึงถึภูมิอากาศ แสงแดด ทิศทางลมและฝน สนับสนุนการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับชีวิตลูกบ้าน ให้อากาศภายในบ้านเย็นสบาย และประหยัดพลังงานอีกด้วยค่ะ

ก่อนจะเข้าฤดูฝนกัน ทุกคนสังเกตไหมคะว่าฤดูร้อนปีนี้ อากาศร้อนขึ้นมากกว่าแต่ก่อน จากการคาดการณ์ว่าจะเกิดซูเปอร์เอลนีโญ ส่งผลให้ไทยเผชิญอากาศร้อนจัดและแล้งหนักยาวนาน จนต้องเปิดเครื่องปรับอากาศบ่อยมากขึ้นกว่าปกติ

จากการมาของซูเปอร์เอลนีโญ ที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และเสี่ยงภัยแล้งยาวนาน ทำให้อาเซียนรวมถึงไทยต้องเตรียมรับมือความแห้งแล้งรุนแรงสุดในรอบ 140 ปี นอกจากวิธีการอื่นๆ ที่จำเป็นแล้ว การปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับการอนุรักษ์ธรรมชาติให้มากขึ้นก็สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากวิกฤตการณ์โลกเดือดนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวเราอีกต่อไป 

ถ้าสังเกตให้ดี เราจะพบว่าช่วงหลายปีมานี้ มักจะมีภาพยนตร์รวมถึงซีรีส์ในหลายๆ เรื่องที่ดำเนินเส้นเรื่องหรือมีเนื้อหาสอดแทรกเกี่ยวกับธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อมในมิติต่างๆ ออกมามากมาย ทั้งรณรงค์ให้เกิดการอนุรักษ์ หรือทำให้เห็นว่าถ้าปล่อยผ่านไป โลกเราจะเกิดวิกฤตทางธรรมชาติอย่างไรบ้าง จนมนุษย์เราเองไม่สามารถหวนกลับไปแก้ไขธรรมชาติให้ดีเหมือนเดิมได้อีก ซึ่งหลายเรื่องก็ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม คว้ารางวัลกลับบ้านเต็มไม้เต็มมือ ทำให้เห็นว่าวงการสื่อภาพยนตร์และซีรีส์ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ ซึ่งช่วยสร้างแรงบันดาลใจและเปลี่ยนมุมมองการอนุรักษ์โลกในยุคปัจจุบัน และกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำเพื่อสิ่งแวดล้อม

Flow

ภาพยนตร์แอนิเมชันจากประเทศลัตเวีย สร้างโดยทีมอินดี้เล็กๆ ที่ใช้ทุนสร้างเพียง 3.5 ล้านยูโร ด้วยโปรแกรม Blender ซึ่งในปีเดียวกันได้ปาดหน้าแอนิเมชันจากทุกค่าย ชนะรางวัลใหญ่จากเวทีลูกโลกทองคำและรางวัลออสการ์ พร้อมทั้งคว้ารางวัลยอดเยี่ยมจาก Annecy 2024 เวทียิ่งใหญ่ของวงการแอนิเมชันระดับโลก ซึ่งทั้งเรื่องมีความยาว 85 นาที และไม่มีบทพูดตลอดทั้งเรื่อง มีแค่ท่าทางของสัตว์ตามธรรมชาติเพียงเท่านั้น

ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของเหตุการณ์ในวันน้ำท่วมโลกที่ไม่มีมนุษย์หลงเหลืออยู่ มีเพียง ‘แมว’ ที่กระโดดขึ้นบนเรือที่มีสัตว์สายพันธุ์อื่นอีกมากมาย ทั้ง คาปิบาราผู้สุขุม ลาบราดอร์สุดขี้เล่น ลีเมอร์ผู้หลงรักของแวววาวสุดหัวใจ และนกเลขานุการผู้น่าเกรงขาม พวกมันช่วยเหลือกันเพื่อความอยู่รอด ในขณะเดียวกับที่มองหาจุดหมายสักแห่งเพื่อตั้งต้นชีวิตใหม่ ตามธรรมชาติและสายพันธุ์ของตัวเอง

“Meow~ ”

จากภาพยนตร์ทำให้เราเห็นมุมมองของธรรมชาติและสัตว์ ที่มอบข้อคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตและการยอมรับไปกับธรรมชาติ คล้ายกับการลอยไปตามกระแสน้ำ (Flow) ยอมรับความเปลี่ยนแปลงของชีวิต ไม่ต่อต้านสิ่งที่เกิดขึ้น และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ในด้านสิ่งแวดล้อมเอง ตัวภาพยนตร์ไม่ได้สื่อสารออกมาตรงๆ แต่ปัจจุบันนี้ ก็อดยอมรับไม่ได้ว่าสิ่งใกล้เคียงที่ก่อให้เกิดน้ำท่วมโลกได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องของภาวะโลกร้อน และจากซากและสถาปัตยกรรมที่หลงเหลือในเรื่อง ก็บ่งบอกได้ว่าก่อนเกิดน้ำท่วมเคยมีมนุษย์อาศัยอยู่มาก่อนแน่นอน ดังนั้น การเรียนรู้ที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลง และร่วมมือฝ่าฟันวิกฤตไปด้วยกันแบบในภาพยนตร์ ก็อาจเป็นหนึ่งในวิธีการที่เหมาะกับการช่วยกันแก้ปัญหาวิกฤตโลกร้อนที่เกิดขึ้นอยู่ได้อย่างแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มติมจาก aday magazine และ กรุงเทพธุรกิจ

Extrapolations

ซีรีส์แนวไซไฟ-ดราม่า สร้างและกำกับโดย Scott Z. Burns ที่เคยฝากผลงานในซีรีส์ดราม่าการเมืองอย่าง The Report และผู้เขียนบทเรื่อง Contagion กับ Side Effects ซึ่งมักเน้นความสมจริงและตั้งคำถามว่ามนุษย์จะอยู่รอดอย่างไร

ซีรีส์ Extrapolations นำแสดงโดยนักแสดงชั้นนำในวงการมากมาย ได้แก่ Meryl Streep, Kit Harington, Sienna Miller และ Edward Norton โดยได้รับรางวัลที่โดดเด่นในด้านการเป็นกระบอกเสียงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่าง Environmental Media Association Awards (EMA Awards) ซึ่งเป็นองค์กรที่ยกย่องผลงานสื่อที่สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ซีรีส์ดำเนินเนื้อเรื่องในช่วงประมาณ 33 ปีข้างหน้า บอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครที่หลากหลายอาชีพในหลายสถานที่ทั่วโลก ทั้งนักการมืองที่ต้องตัดสินใจเรื่องการเมืองและธุรกิจเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ, นักวิทยาศาสตร์ ที่ต้องหาทางออกหรือเตือนภัยเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่กำลังล่มสลาย, ผู้สื่อข่าว ผู้ถ่ายทอดการดิ้นรนของมนุษยชาติที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบไม่สามารถอยู่อาศัยอยู่ในโลกได้ โดยแต่ละตอนจะแสดงให้เห็นถึงความพยายามของมนุษย์ที่จะปรับตัวและเอาชีวิตรอดในแง่มุมต่างๆ

“The world made you sick because we made the world sick”

ซีรีส์ทำให้เราเห็นว่าผลกระทบจากภาวะโลกร้อนไม่ใช่เรื่องอนาคตไกล แต่กำลังเกิดขึ้นและจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของมนุษยชาติในการแก้ปัญหา คนที่ร่ำรวยมักหาทางรอดได้ดีกว่า ในขณะที่คนยากจนหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงต้องเผชิญกับผลกระทบที่เกิดขึ้นก่อนเสมอ เป็นการ สอดแทรกประเด็นการตั้งคำถามถึงความศรัทธาต่อศาสนาและจริยธรรมของมนุษย์ว่า “เราจะใช้ชีวิตอย่างไรในโลกที่ค่อยๆ พังทลายลง” เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตระหนักและการลงมือทำก่อนที่เหตุการณ์ในซีรีส์จะกลายเป็นเรื่องจริง

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มติมจาก Apple TV+, IMDb และ Medium

Hoppers

ภาพยนตร์แอนิเมชันจาก Disney & Pixar กำกับโดย Daniel Chong ผู้สร้างแอนิเมชันซีรีส์ชื่อดังอย่าง We Bare Bears ที่ประสบความสำเร็จด้วยการเปิดตัวขึ้นอันดับ 1 บ็อกซ์ออฟฟิศสหรัฐฯ ด้วยรายได้ 46 ล้านดอลลาร์ และกวาดรายได้ทั่วโลกกว่า 88 ล้านดอลลาร์ ในสัปดาห์แรก เป็นอีกภาพยนตร์ที่ได้รับกระแสตอบรับว่าเป็นออริจินัลแอนิเมชันที่เปิดตัวแรงที่สุดในรอบ 9 ปีของ Pixar

เล่าเรื่องราวของ ‘เมเบิล’ เด็กสาวผู้รักธรรมชาติ จากความผูกพันธ์ของเธอกับยาย หนองน้ำ และหุบเขาในป่า แต่วันหนึ่งนายกเทศมนตรี ‘เจอร์รี เจอเนอราซโซ’ ต้องการจะทำทางด่วนตัดผ่านพื้นที่บ้านของยายเธอ ซึ่งจะส่งผลให้ธรรมชาติและสรรพสัตว์บริเวณนั้นหายไป เธอจึงทำทุกทางเพื่อขวางเจอรีไว้ จนได้พบกับโปรเจคลับของ ‘ดร.แซม’ ซึ่งเป็นโครงการเกี่ยวกับการถอดจิตให้เข้าไปอยู่ในหุ่นยนต์สัตว์ เมเบิลจึงตัดสินใจสวมรอยเป็นบีเวอร์เพื่อแฝงตัวเข้าไปในป่า จนได้พบกับ ‘คิงจอร์จ’ ราชาของบีเวอร์ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแผนการทวงคืนผืนป่าร่วมกับเหล่าสัตว์

“ความโกรธจะเบาบางลง ถ้าเรารู้ว่าเราต่างเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่”

ภาพยนตร์ทำให้เราเห็นถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ผ่านเรื่องราวของเมเบิลที่ไปอยู่ในร่างบีเวอร์เพื่อปกป้องป่ากับเหล่าสัตว์ที่สอนให้เรามีความรักต่อธรรมชาติ มองเห็นคุณค่าของระบบนิเวศภายใต้กติกาของหนองน้ำ 

 

อีกทั้งยังช่วยเตือนสติให้กับเราทุกคนในเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติ เพราะบางทีความต้องการของมนุษย์ที่อยากพัฒนาสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นอาจทำลายธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว หลังดูจบแล้วทำให้ความรู้สึกรักธรรมชาติของเราสามารถซึมลึกเข้าไปในจิตใจได้โดยไม่รู้ตัว

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มติมจาก trueid และ the potential

Forest Man

เป็นสารคดีสั้น ความยาว 16 นาที ที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตจริงของ Jadav Payeng ชาวอินเดียผู้ปลูกต้นไม้เพียงลำพังวันละต้นบนเกาะมาจูลี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979)นานกว่า 37 ปี จนเปลี่ยนพื้นที่สันดอนทรายแห้งแล้งให้กลายเป็นป่าอันอุดมสมบูรณ์ขนาดใหญ่กว่า 1,360 เอเคอร์ หรือมีขนาดพื้นที่ป่าใหญ่กว่าเซ็นทรัลพาร์ก จนสารคดีสั้นนี้ได้รับการยอมรับในระดับสากลและเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ในปี 2014

เล่าเรื่องราวความมุ่งมั่นของ ‘จาดัฟ’ ที่เริ่มปลูกต้นไม้หลังจากพื้นที่บริเวณใกล้บ้านประสบปัญหาการกัดเซาะของดินและกลายเป็นพื้นที่แห้งแล้งจากการทำลายสิ่งแวดล้อม ในปี 1979 จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่และมีงูตายจำนวนมากจากการขาดร่มเงา จาดัฟปลูกต้นไม้เพียงลำพังทุกวัน วันละต้น เป็นเวลากว่า 40 ปี บนพื้นที่ทรายที่แห้งแล้ง จนแปรเปลี่ยนกลายเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของเสือโคร่งเบงกอล, แรดนอเดียว, กวาง และช้างโขลงใหญ่

“I’ll plant till my last breath”

จากสารคดีจาดัฟพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีเงินทุนหรืออำนาจ แต่หากมีความมุ่งมั่นตั้งใจ ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับโลกได้ 

อีกทั้งจาดัฟยังปลูกป่าโดยไม่ได้หวังผลตอบแทน แต่ทำเพราะรักและอยากเห็นผืนดินที่แห้งแล้งกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง เพราะผืนป่าที่ปายังปลูกขึ้นไม่ได้มีแค่ต้นไม้ แต่ยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่กลับมาอีกครั้ง 

ภายหลังการฉายทำให้เกิดกระแสอนุรักษ์ธรรมชาติตามมา จนมีคำถามว่าถ้าคนเพียงคนเดียวสามารถปลูกป่าได้มากขนาดนี้ แล้วคนอื่นๆ บนโลกใบนี้ล่ะ? ซึ่งเป็นเครื่องย้ำเตือนว่า ถ้าเราดูแลป่า ป่าก็จะดูแลเรา และจะทำให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มติมจาก creative citizen

Before the Flood

ภาพยนตร์สารคดีที่นำแสดงและอำนวยการสร้างโดย Leonardo Wilhelm DiCaprio ในฐานะทูตสันติภาพแห่งสหประชาชาติ และผู้กำกับ Fisher Stevens  ที่มีความยาว 96 นาที แต่ต้องใช้เวลาถ่ายทำนานถึง 3 ปี เพื่อพาผู้ชมสำรวจวิกฤตภาวะโลกร้อนทั่วโลก โดยภายหลังการออกฉายได้รับการยกย่องและรางวัลสำคัญ เช่น Documentary of the Year จาก Hollywood Film Awards 2016 และเข้าชิงรางวัลสาขาสารคดียอดเยี่ยมจากหลายเวที สารคดีเรื่องนี้สร้างกระแสความตระหนักรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมทั่วโลกด้วยยอดวิวกว่า 60 ล้านครั้งภายใน 3 เดือนแรกที่ออกฉาย

ภาพยนตร์พาเราเดินทางสำรวจผลกระทบของภาวะโลกร้อนทั่วโลก โดยลีโอนาร์โดเดินทางไปหลายทวีปเพื่อดูสถานการณ์จริงของภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย, ป่าไม้ถูกทำลายเพื่อทำน้ำมันปาล์ม, การสูญเสียแนวปะการัง และผลกระทบต่อชุมชน รวมถึงการพบปะพูดคุยกับบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้อง เช่น อดีตประธานาธิบดี โอบาม่า, โป๊ป ฟรานซิส สมเด็จพระสันตะปาปาผู้นำคริสตจักร หรือ อีลอน มัสก์ เป็นต้น เพื่อกระตุ้นความตระหนักรู้ เรียกร้องให้มนุษย์เปลี่ยนพฤติกรรมและหันมาใช้พลังงานสะอาด ผ่านการปิดท้ายด้วยถ้อยแถลงของลีโอนาร์โดต่อสหประชาชาติ ขอความร่วมมือจากทั่วโลกในการกู้คืนสภาพแวดล้อมก่อนที่จะสายเกินไป

“You are the last best hope of Earth. We ask you to protect it or we, and all living things we cherish, are history.”

ภาพยนตร์ทำให้เราสามารถทอดบริบทและปัญหาที่ทำให้เกิดโลกร้อนได้ดีมากขึ้น จากผลกระทบของการตัดไม้ทำลายป่า ปัญหาถ่านหิน รวมถึงปัญหาการบริหารจัดการของรัฐ เพื่อทำให้ผู้คนทั่วโลกหันมาสนใจภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากยิ่งขึ้นทั้งในเชิงโครงสร้างและการจัดการ 

เพราะโลกร้อนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กำลังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ และที่อยู่ของมนุษย์มากขึ้นทุกปี และแม้ภาพยนตร์จะฉายออกมาร่วมกว่า 10 ปีแล้ว แต่บริบทและภัยพิบัติจากโลกร้อนยังไม่หมดไป รวมถึงมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เรายังสามารถเอาแนวคิดจาก 10 ปีที่แล้วมาปรับใช้ได้ เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและโลกของเรา

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มติมจาก SDG Move และ beartai