ทุกคนมีอาชีพในฝันช่วงวัยเด็กกันไหมคะ ในเหล่าอาชีพที่มีมากมายในสังคมเรา จะมีหนึ่งอาชีพที่เราได้เห็นมาตลอดตั้งแต่เด็กจนโต โดยมักแฝงตัวอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเราอยู่ทุกวัน นั่นก็คืออาชีพที่เกี่ยวข้องกับการบริการนั่นเองค่ะ เรียกได้ว่าเปรียบเสมือนฟันเฟืองที่สำคัญ ช่วยให้การใช้ชีวิตในแต่ละวันของใครหลายคนในสังคมผ่านไปได้อย่างราบรื่น รวมถึงเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สำคัญไม่แพ้อาชีพอื่นๆ อีกด้วยค่ะ
สำหรับแสนสิริเอง เราให้ความสำคัญกับเรื่อง “บริการ” เป็นหนึ่งในหัวใจหลักเช่นกัน ผ่าน “Sansiri Service” เพื่อตอบโจทย์ลูกบ้านในทุกมิติของการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน และเดินหน้ายกระดับประสบการณ์บริการที่ครบวงจรและครอบคลุมทุกความต้องการ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกโครงการอยู่ภายใต้การดูแลจากมืออาชีพอย่างแท้จริงในทุกด้านของการอยู่อาศัยอย่างสมบูรณ์แบบ
วันนี้เราอยากลองชวนทุกคนมาสำรวจ 5 ภาพยนตร์ของเหล่าสุดยอดนักบริการ ที่ทำได้ทุกอย่าง เหมือนกับคติไม่เลือกงานไม่ยากจน ที่ทำให้เราได้เห็นวิธีการทำงานและแนวคิดของคนที่มีใจรักบริการ โดยแฝงผ่านตัวละครเอกของแต่ละเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นอาชีพ แม่บ้าน, พนักงานโรงแรม, คนขับรถ, พนักงานรักษาความปลอดภัย และ นักขายสุดเนี้ยบ ที่จะพาเราไปสัมผัสความงดงามของอาชีพบริการ การส่งต่อความสุข และการใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของผู้คน
ดูจบแล้วรับรองว่าได้กำลังใจและพลังบวกกลับไปลุยงานต่อแน่นอน! จะมีเรื่องไหนน่าสนใจบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ
ติดตามเรื่องราวของทุกการบริการจาก Sansiri Service ดูแลคุณไม่สิ้นสุด
คลิก : https://siri.ly/zbjp2a7
The Housemaid
ภาพยนตร์ระทึกขวัญ กำกับโดย Paul Feig ผู้กำกับชื่อดังชาวอเมริกันที่เคยฝากผลงานไว้ในภาพยนตร์อย่าง A Simple Favor และ Bridesmaids สร้างโดยการดัดแปลงมาจากกนวนิยายดังระดับ New York Times Bestsellers ของ Freida McFadden และยังทำให้เธอได้รับรางวัลนักเขียนนวนิยายระทึกขวัญนานาชาติ เมื่อปี 2023 อีกด้วย นำแสดงโดย Sydney Sweeney และ Amanda Seyfried
เล่าเรื่องราวของ ‘มิลลี’ ที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์บางอย่างในชีวิตจนตกที่นั่งลำบาก ทำให้เธอพยายามเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยรับงานเป็นแม่บ้านกินอยู่ประจำในคฤหาสน์หรูของตระกูล วินเชสเตอร์ แต่เธอกลับพบว่านายจ้างของเธอ ‘นีน่า’ และ ‘แอนดรูว์’ ภายนอกทั้งคู่ดูเหมือนเป็นคู่รักแสนเพอร์เฟกต์ จริงๆ แล้ว มิลลีกลับพบว่าครอบครัวบ้านวินเชสเตอร์มีความลับอันตรายที่ปกปิดไว้ เช่น กฎประหลาดอย่างการให้อยู่ในห้องใต้หลังคาที่ล็อกจากด้านนอกได้ จนนำไปสู่จุดหักมุมที่ไม่มีใครคาดเดาได้
“I just really enjoy being a housemaid. For the right families, of course.”
ภาพยนตร์ทำให้เราเห็นภาพของอาชีพแม่บ้านไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ดูแลความสะอาด แต่สะท้อนให้เห็นถึงมิติอื่นๆ ทั้งทางสังคม จิตวิทยา และสิทธิแรงงาน ที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน มักถูกเงินและอำนาจบีบบังคับ หรือยอมอดทนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องจำยอมในการทำงานหนัก เพราะอาชีพบริการมักถูกมองข้าม สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานที่ต้องใช้ความอดทนสูงมาก บางครั้งต้องแลกมาด้วยการยอมก้มหัวเพื่อความอยู่รอด ซึ่งภาพยนตร์ช่วยย้ำเตือนว่าแม่บ้านทุกคนสมควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่เครื่องมือรองรับอารมณ์หรือไม่ควรถูกใช้อำนาจกดขี่
ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก thairath, hollywood reporter และ brand think

The Grand Budapest Hotel
ภาพยนตร์ตลกร้ายแนวอาชญากรรม กำกับโดย Wes Anderson ซึ่งเขียนบทโดย Anderson และ Hugo Guinness การันตีความสำเร็จด้วยการเข้าชิงรางวัลออสการ์มากถึง 9 สาขา ได้รับไป 4 รางวัล ได้แก่ ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม, ออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม, แต่งหน้าและทำผมยอดเยี่ยม, และ ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม รวมถึงกวาดรางวัลใหญ่ระดับโลกมาได้มากมาย
เล่าเรื่องราวของ โรงแรมแกรนด์ บูดาเปสต์ อันเลื่องชื่อ ที่มี ‘มงซีเยร์ กุสตาฟ เอช.’ พนักงานต้อนรับผู้สมบูรณ์แบบ ได้กลายเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมของ ‘มาดาม ดี.’ เศรษฐินีชราผู้เป็นทั้งแขกประจำและคนรักของกุสตาฟ เสียชีวิตอย่างปริศนาและทิ้งภาพวาดล้ำค่าไว้ให้กุสตาฟ ทายาทของมาดาม ดี. ไม่พอใจอย่างมาก จึงใส่ร้ายกุสตาฟว่าเป็นฆาตกร ทำให้เขาต้องติดคุก ‘ซีโร่ มุสตาฟ่า’ พนักงานยกกระเป๋าหนุ่ม จึงต้องช่วยกุสตาฟแหกคุกและออกตามหาความจริงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ท่ามกลางบรรยากาศความวุ่นวายของสงครามในยุโรป
“เด็กยกกระเป๋าต้องจำสิ่งที่คนเกลียด ต้องคาดเดาความต้องการของลูกค้าก่อนที่เขาจะต้องการ และเหนือสิ่งอื่นใด เด็กยกกระเป๋าต้องเก็บความลับจนถึงที่สุด”
ภาพยนตร์สะท้อนหัวใจสำคัญของงานบริการได้อย่างลึกซึ้ง โดยชี้ให้เห็นว่าหัวใจของอาชีพนี้คือ ความใส่ใจในรายละเอียดและการอุทิศตนเพื่อลูกค้า เช่นตัวละครอย่าง มงซีเยร์ กุสตาฟ ที่มีคติประจำใจว่าต้องดูแลแขกทุกคนอย่างเหนือความคาดหมาย ผ่านการจดจำความชอบเล็กๆ น้อยๆ หรือการช่วยเหลือยามฉุกเฉิน แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จในอาชีพบริการมาจาก ความใส่ใจที่เกินความคาดหมาย ไม่ใช่แค่ทำตามหน้าที่
นอกจากนี้ยังฉายให้เห็นถึงความวุ่นวายภายนอกโรงแรมที่เต็มไปด้วยการเมืองและสงคราม แต่ กุสตาฟ และพนักงานก็ยังคงรักษามาตรฐานการบริการและความหรูหราไว้ได้ ทำให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ ที่ต้องรักษาไว้แม้อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก และการทำงานเป็นทีมคือหัวใจสำคัญของงานให้บริการ
ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก trueid, Netflix และ The Standard

The White Tiger
ภาพยนตร์ที่สร้างมาจากนวนิยายขายดีระดับโลกในชื่อเดียวกัน เขียนโดย Aravind Adiga นักเขียนชาวอินเดีย ซึ่งคว้ารางวัลอันทรงเกียรติอย่าง Man Booker Prize ประจำปี 2008 กำกับและเขียนบทโดย Ramin Bahrani ผู้กำกับและนักเขียนบทภาพยนตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายอิหร่าน โดยภาพยนตร์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสำคัญระดับโลกมากมาย
เล่าเรื่องราวของ ‘บัลราม ฮาลวัย’ เด็กฉลาดหัวไวแต่ต้องลาออกจากโรงเรียนมาทำงานใช้หนี้ ความทะเยอทะยานผลักดันให้เขาเข้าไปทำงานเป็นคนขับรถให้ครอบครัวเจ้าของที่ดินอย่าง ‘อโศก’ และ ‘พิงกี้’ สองสามีภรรยาเศรษฐีที่เพิ่งย้ายกลับมาจากอเมริกา จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในคืนหนึ่ง เมื่อเจ้านายของเขาขับรถชนคนตาย บีบให้บัลรามต้องยอมเซ็นรับสารภาพว่าเป็นคนขับรถคันดังกล่าวแทน ทำให้บัลรามต้องใช้เล่ห์เหลี่ยม ความทะเยอทะยาน และยอมทำทุกวิถีทางเพื่อหลุดพ้นจากความเหลื่อมล้ำสุดเจ็บปวด
“สิ่งที่ดีที่สุดที่ถือกำเนิดขึ้นในประเทศนี้ตลอดประวัติศาสตร์หมื่นปี… คือสุ่มไก่”
ภาพยนตร์ทำให้เราเห็นเรื่องราวของชีวิตคนขับรถในอินเดียอย่างสมจริง ที่มอบบทเรียนสำคัญในเรื่องการทำงานอย่างจงรักภักดี จนเหมือนการติดอยู่ในสุ่มไก่ กับการยอมจำนนในการทำงานบริการ ความทุ่มเท และรับใช้ผู้อื่นอย่างเต็มที่ ผ่านการทำงานของบัลราม ที่แม้จะเป็นเพียงลูกจ้างแต่ใช้เวลาในตำแหน่งคนขับรถ สังเกตพฤติกรรม ความต้องการ และจุดอ่อนของเจ้านายอย่างเฉียบคม เพราะในงานบริการยุคปัจจุบัน การอ่านความต้องการของลูกค้าและปรับตัวได้อย่างว่องไวคือทักษะที่ช่วยสร้างมูลค่าได้จริง แต่บางครั้งกลับถูกมองข้ามหรือถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม
อีกทั้งยังต้องคอยเก็บกดตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ ซึ่งในการทำงานจริง การให้บริการที่จริงใจและมีมาตรฐานเสมอต้นเสมอปลายแบบบัลราม มักจะยั่งยืน และเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้และโอกาสในการพลิกชีวิต
ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก สถาบันเอเชียศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, the 101 world และ be common

Night at the Museum
ภาพยนตร์แนวผจญภัย – คอมเมดี้ กำกับโดย Shawn Levy มีภาคแรกในปี 2006 เขียนบทโดย Robert Ben Garant และ Thomas Lennon โดยดัดแปลงมาจากหนังสือนิทานสำหรับเด็กชื่อเดียวกันที่เขียนโดย Milan Trenc ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงบนเวทีรางวัล ภาพยนตร์ทั้ง 3 ภาคได้แก่ Night at the Museum (2006), Night at the Museum: Battle of the Smithsonian (2009), และ Night at the Museum: Secret of the Tomb (2014) ได้รับการเสนอชื่อและคว้ารางวัลมากมาย
เล่าถึง ‘แลร์รี่ ดาลี่ย์’ หนุ่มตกอับผู้พยายามหางานทำเพื่อลูกชาย ได้รับงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยกะกลางคืน คนใหม่ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน โดยไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าเมื่อถึงเวลากลางคืน คำสาปของแผ่นจารึกอียิปต์โบราณทำให้เหล่าหุ่นจำลอง สัตว์สตัฟฟ์ และบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ฟื้นคืนชีพขึ้นมา และก่อความวุ่นวายจนเขาต้องรับมือทุกคืน
“บางคนเกิดมาพร้อมความยิ่งใหญ่ แต่บางคนก็ถูกผลักดันให้ต้องยิ่งใหญ่”
ภาพยนตร์ไม่เพียงแต่ให้ความบันเทิงและจินตนาการ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของอาชีพพนักงานรักษาความปลอดภัย ผ่านตัวละครหลักอย่าง แลร์รี่ เดลีย์ ไว้อย่างลึกซึ้ง ที่หน้าที่ไม่ใช่แค่การนั่งเฝ้ายามเพียงอย่างเดียว แต่คือการปกป้องดูแลสมบัติอันล้ำค่าของประวัติศาสตร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทในการรับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย แม้จะต้องเผชิญกับความวุ่นวายที่ยากจะรับมือ โดยมีหัวใจสำคัญคือการควบคุมสถานการณ์และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเฉียบขาด ทำให้เห็นว่าไม่มีอาชีพไหนที่ไม่สำคัญ หากเราทำหน้าที่นั้นด้วยความซื่อสัตย์และใส่ใจ ตัวของแลร์รี่ก็ใช้ความตั้งใจจนเปลี่ยนงานที่ถูกมองข้ามให้กลายเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และน่าจดจำได้
ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก TrueID, IMDb, Sanook และ Common Sense Media

The Joneses
ภาพยนตร์ตลก – ดราม่า กำกับโดย Derrick Borte ซึ่งถือเป็นผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา และนำแสดงโดยนักแสดงชั้นนำอย่าง Demi Moore, David Duchovny, Amber Heard และ Benjamin Hollingsworth ซึ่งได้รับคำชมในแง่การเสียดสีสังคมบริโภคนิยม อีกทั้งยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล San Francisco International Film Festival ในสาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมอีกด้วย
เล่าเรื่องราวของครอบครัวสุดสมบูรณ์แบบที่ย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านชานเมืองหรูหรา ทุกคนมีไลฟ์สไตล์ที่ดีและใช้แต่สินค้าแบรนด์เนม ทว่าแท้จริงแล้วพวกเขาเป็นเพียงพนักงานขายของบริษัทแห่งหนึ่ง ที่ถูกจ้างมาเพื่อเชิญชวนให้ขายสินค้า หรือบริการ โดยสมาชิกแต่ละคนในครอบครัวทำหน้าที่เหมือนแคตตาล็อกที่มีชีวิต โดยการโชว์ของใช้ เสื้อผ้า รถยนต์ และอาหาร เพื่อกระตุ้นความอยากได้ของเพื่อนบ้าน แต่เมื่อเวลาผ่านไปความผูกพันที่เกิดขึ้นจริงกลับทำให้สมาชิกเริ่มตั้งคำถามกับงานที่ตัวเองทำและตัวตนที่แท้จริง
“They buy because they love us. They buy because they want to be us.”
ภาพยนตร์ทำให้เราเห็นกลวิธีการขายสินค้าของเหล่ายอดนักขายที่แฝงตัวมาอย่างแนบเนียน โดยเราจะเห็นได้จากการที่ครอบครัวโจนส์ไม่ได้บอกว่าสินค้านี้ดีอย่างไร แต่ทำให้เพื่อนบ้านอยากมี อยากเป็นเหมือนพวกเขา เพราะหนึ่งในทักษะการขายที่ดีคือการมองเห็นปัญหาของลูกค้า เข้าใจความรู้สึก แล้วนำเสนอทางออกหรือสินค้าเพื่อแก้ปมปัญหานั้น ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคำแนะนำมาจากความจริงใจและประสบการณ์จริง เราจึงเห็นหลายครั้งที่เพื่อนบ้านจึงมักเชื่อคำแนะนำจากครอบครัวโจนส์ เพราะหลายคนมักซื้อสินค้าจากคนที่ชอบและไว้ใจ จากความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรของครอบครัวโจนส์ ทำให้การปิดการขายเป็นเรื่องง่ายดาย เป็นอีกภาพยนตร์ที่ช่วยมอบข้อคิดทรงพลังสำหรับนักขายยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี
ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก irish america, IMDb และ การตลาดวันละตอน


