เจาะลึกโลกคนพิการไร้เสียง
สู่การมองเห็นความแตกต่าง
และการเปิดโอกาสอย่างเท่าเทียม

ทุกคนเคยคิดไหมว่าโลกของคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินจะเป็นอย่างไรนะ?

ในบางครั้งที่เราอาจรำคาญเสียงรอบข้าง ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่อยากได้ยินเสียงนั้น พวกเขาต้องอยู่ในโลกที่ไร้เสียง ท่ามกลางความเงียบ หรือโลกที่ได้ยินไม่ชัด ที่หลายคนอาจไม่เข้าใจ ซึ่งทำให้พวกเขาอาจจะมีข้อจำกัดบางอย่างในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร การใช้ชีวิต การทำงาน และอีกมากมาย 

อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนพิการทางการได้ยิน อาจไม่ใช่ความเงียบที่เขาต้องเผชิญ แต่คือกำแพงทางความคิดที่ผู้คนสร้างขึ้นมาและทำให้ประตูสู่โอกาสถูกปิดลง ซึ่งทำให้พวกเขาไม่ได้รับโอกาสในการใช้ชีวิตในสังคมอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในโลกของการทำงาน ที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป ด้วยความเชื่อของคนในสังคมว่าคนพิการทำงานไม่ได้ หรือการที่คนในสังคมยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคนพิการที่เพียงพอ ทำให้พวกเขาไม่ได้รับโอกาสที่ควรจะได้รับอย่างเท่าเทียม 

แสนสิริได้เห็นถึงช่องว่างดังกล่าว จึงเปิดโอกาสให้คนพิการได้ทำงานอย่างเท่าเทียม โดยมีส่วนร่วมในการทำงานทั้งภายในสิริแคมปัสและบริษัทในเครือ ด้วยความเชื่อที่ว่าศักยภาพของบุคคลไม่ควรถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดทางร่างกาย

นอกจากนี้เมื่อปี พ.ศ. 2568 แสนสิริสนับสนุนการจ้างงานคนพิการอย่างต่อเนื่อง ด้วยการริเริ่มแคมเปญ “Thisability” เปิดพื้นที่ให้ทุกความสามารถเท่าเทียม โดยขยายการสนับสนุนออกไปสู่ Sansiri Community อย่าง Habito mall เพื่อผลักดันให้เกิดการจ้างงาน รวมถึงเปิดโอกาสให้คนพิการทำงานได้มากขึ้น

ในครั้งนี้มีการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ร้านอาหารจ้างงานน้องวา – มนัสชญา บุตรพรม ผู้พิการทางการได้ยิน ให้มาทำงานที่ร้าน Fuzzy Puppy Deli & Wine ค่ะ

เพราะความเท่าเทียมของสังคม ไม่ใช่แค่การมองเห็น แต่คือความเข้าใจ การเปิดโอกาส และทำให้คนพิการสามารถใช้ชีวิตได้ในสังคมอย่างแท้จริง

ติดตามเรื่องราวของแคมเปญ Thisability และเรื่องราวของน้องวาได้ที่ https://siri.ly/KHfDjH2 

รู้หรือไม่…คนพิการทางการได้ยินไม่ได้แปลว่าเขาพูดไม่ได้หรือไม่ได้ยินเลย แล้วใครกันถูกเรียกว่า ผู้พิการทางการได้ยิน?

ผู้พิการทางการได้ยิน คือ คนที่สูญเสียการได้ยินอย่างรุนแรงมากกว่า 35 เดซิเบล จนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งมีทั้งคนหูตึงและคนหูหนวก

คนกลุ่มนี้ควรได้รับการฟื้นฟู เพื่อที่พวกเขาจะได้ใช้ชีวิตด้วยตัวเอง และอยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียมเหมือนกับทุกๆ คน

แล้วคน “หูตึง” กับ “คนหูหนวก” แตกต่างกันอย่างไร?

คนหูตึง

  • สูญเสียการได้ยินเล็กน้อย – รุนแรง 
  • สื่อสารโดยการพูด หรือ อ่านปาก
  • ใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น ใส่เครื่องช่วยฟัง ฝังประสาทหูเทียม 

 

คนหูหนวก

  • สูญเสียการได้ยินอย่างรุนแรงมากกว่า 90 เดซิเบล ไม่ได้ยินแม้จะพูดเสียงดังหรือตะโกน
  • สื่อสารโดยการใช้ภาษามือหรือบางคนอาจจะพูดได้บ้าง
  • ใช้อุปกรณ์ช่วยอย่างการฝังประสาทหูเทียม 

 ปัจจุบันองค์การอนามัยโลก (WHO ) ได้ระบุว่า มีคนพิการทางการได้ยินถึง 1 ใน 5 ของโลก หรือ ประมาณ 340 ล้านคนทั่วโลก 

ในกลุ่มผู้สูงอายุที่อายุ 60 ขึ้นไป พบว่า 1 ใน 4 ประสบปัญหาในการสูญเสียการได้ยิน และคาดการณ์ว่าในปี 2050 จะมีคนพิการทางการได้ยิน 700 ล้านคนทั่วโลก 

ทุกคนจึงต้องถึงความสำคัญช่วยกันป้องกันการสูญเสียการได้ยินและให้คนพิการทุกคนใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเท่าเทียม เช่น มีสิ่งอำนวยความสะดวก การเข้าถึงบริการ หรือการให้โอกาสคนพิการได้เข้าทำงาน เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้เหมือนกับทุกๆ คน 

ขอบคุณข้อมูลจาก: who.int, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

อุปสรรคของผู้พิการไร้เสียงในการใช้ชีวิตประจำวัน

มีดังนี้

การสื่อสารในชีวิตประจำวัน 

คนพิการทางการได้ยินที่ใส่เครื่องช่วยฟังอาจไม่ได้ยินหรือเข้าใจทั้งหมด อย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะเครื่องช่วยฟังเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ได้ยินมากขึ้นเท่านั้น

เข้าไม่ถึงบริการสาธารณะ

ส่วนใหญ่ตามสถานที่ราชการหรือโรงพยาบาลมีล่ามภาษามือไม่เพียงพอ ทำให้คนไข้บอกอาการหรือสื่อสารไม่เข้าใจ หรือ ไม่มี Subtitle ให้อ่านตามสถานที่สาธารณะ

 ภาษามือของแต่ละประเทศไม่ใช่ภาษาเดียวกัน

ภาษามือไม่ใช่ภาษาสากลอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะภาษามือมีถึงประมาณ 300 กว่าภาษาทั่วโลก ซึ่งบางประเทศที่ใช้ภาษาพูดเป็นภาษาเดียวกัน อาจจะใช้ภาษามือต่างกัน เช่น ประเทศอังกฤษ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศออสเตรเลีย ทำให้ผู้พิการทางการได้ยินสื่อสารกันลำบาก

ขาดโอกาสเข้าถึงล่ามภาษามือ 

ในประเทศไทยมีล่ามภาษามือน้อยมาก เทียบกับจำนวนผู้พิการทางการได้ยิน โดยมีล่ามภาษามือเพียง 202 คน แบ่งเป็น

– ล่ามที่เป็นคนหูดี 186 คน 

– ล่ามที่เป็นคนหูหนวก 8 คน

– ล่ามที่เป็นคนหูตึง 2 คน 

– ล่ามที่เป็นคนหูหนวกในพื้นที่ 6 คน

*ข้อมูลล่าสุดปี พ.ศ. 2567

 การเข้าไม่ถึงการจ้างงาน

เพราะโดยส่วนมากมองว่าคนพิการทำงานไม่ได้ หรือสถานที่ทำงานไม่เอื้ออำนวยกับคนพิการจึงไม่รับเข้าทำงาน 

ขอบคุณข้อมูลจาก : scholars.unh.edu, Check Up สุขภาพสิทธิ, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, thaipbs, signsolutions.uk.

คนพิการขาดโอกาสในการทำงาน สู่การเปิดโอกาสให้พิสูจน์ความสามารถ

ทั่วโลกมีคนพิการวัยทำงานกว่า 386 ล้านคน และมีเพียง 1 ใน 3 คน ที่มีงานทำ ในประเทศไทยมีคนพิการวัยทำงานกว่า 807,333 คน แต่ได้รับโอกาสในการทำงานเพียงแค่ 196,852 คน 

จากตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่า มีคนพิการจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีงานทำ อาจจะด้วยภาพจำที่ทำให้คิดว่าคนพิการไม่สามารถทำงานได้ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่เอื้ออำนวยต่อคนพิการ จึงทำให้องค์กรหรือบริษัทต่างๆ ตัดสินใจที่จะไม่จ้างงานคนพิการ 

แสนสิริมองเห็นความเหลื่อมล้ำของสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เห็นถึงความไม่เท่าเทียมของคนพิการ จึงเปิดโอกาสให้คนพิการเข้ามาทำงานในองค์กรและบริษัทในเครือฯ

นอกจากจะเปิดโอกาสให้คนพิการมีงานทำแล้ว เรายังต้องการผลักดันและเปลี่ยนแปลงสังคม โดยสนับสนุนให้บริษัทหรือองค์กรอื่นๆ เปิดโอกาสให้คนพิการมีงานทำเช่นเดียวกันด้วย

แสนสิริจึงเปิดโอกาสให้คนพิการมีงานทำ

เพราะศักยภาพไม่ควรถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดทางร่างกาย 

ในปี 2025 ขยายการสนับสนุนความเท่าเทียมออกไปสู่ Sansiri Community ร่วมมือกับ Habito Mall และร้าน Fuzzy Puppy Deli & Wine ผ่านแคมเปญ Thisability จ้างงานคนพิการทางการได้ยิน อย่าง น้องวา – มนัสชญา บุตรพรม เข้ามาทำงาน ทำให้เรามองเห็นถึงศักยภาพของคนพิการทางการได้ยินอย่างแท้จริง

จากการจ้างงานสู่ความเข้าใจ

ได้เรียนรู้และเข้าใจความพิการ ได้เห็นถึงความสามารถและข้อจำกัดของพวกเขา

ทุกคนล้วนมีความถนัดของตัวเอง ได้เห็นว่าคนพิการมีศักยภาพที่แตกต่างกัน

ปรับวิธีสื่อสารและวิธีสอนงานให้เหมาะสมกับแต่ละคน คนพิการทุกคนมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน จึงต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

ขอบคุณข้อมูลจาก : กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, ilo.org

สำรวจ 5 ประเทศที่เปิดโอกาส ให้คนพิการได้ทำงานอย่างเท่าเทียม

 สิงคโปร์ 

เน้นพัฒนาความสามารถให้คนพิการพึ่งพาตัวเองได้ มีโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน

แม้ไม่มีกฎหมายบังคับการจ้างงาน แต่มุ่งเน้นส่งเสริมการจ้างงานที่มีชื่อว่า “Job Redesign Scheme” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เอกชนจ้างงานคนพิการ และมีกองทุน “Enable Fund” ที่สนับสนุนเงินทุนเพื่อปรับปรุงสถานที่การทำงานให้เหมาะสมกับคนพิการ

  สวีเดน

ไม่มีกฎหมายบังคับการจ้างงาน แต่มีกฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติกับทุกคน โดยใช้แนวคิด “จากผู้ป่วยสู่พลเมือง (From Patient to Citizen)” โดยมุ่งเน้นการขจัดอุปสรรคของการอยู่รวมกันในสังคม เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมอย่างแท้จริง

 สหราชอาณาจักร

มีนโยบาย “The New Deal” ผลักดันให้คนพิการมีงานทำและสวัสดิการที่ครอบคลุมสิทธิคนพิการ ซึ่งนโยบายนี้อยู่ใน “DDA (Disability Discrimination Act 1995)” หรือ พระราชบัญญัติการเลือกปฏิบัติเลือกต่อคนพิการ พ.ศ. 2538 ซึ่งเป็นกฎหมายสิทธิมนุษยชนฉบับประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักร (UK) ที่ถูกตราขึ้นเพื่อคุ้มครองและยุติการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการในทุกมิติของสังคม

 สหรัฐอเมริกา

มีกฎหมาย ADA (Americans with Disabilities Act 1990) ซึ่งมีการคุ้มครองสิทธิการจ้างงาน สวัสดิการ กฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติ รวมถึงสนับสนุนและผลักดันคนพิการให้มีงานทำ

 มาเลเซีย 

มีกฎหมายกำหนดให้ทั้งภาครัฐและเอกชนหากมีพนักงาน 100 คน ต้องจ้างคนพิการ 1 คน มีระบบประกันสังคม และกฎหมายเข้าถึงด้านสภาพแวดล้อม เพื่ออำนวยความสะดวกต่อคนพิการ 

ขอบคุณข้อมูลจาก : gsdms.nida.ac.th

Related Articles

Petriarchy 101 สเต็ปการเลี้ยงเจ้าสี่ขาของคนยุคใหม่ ให้มาเป็นครอบครัว

  ในยุคนี้ หลายคนคงคุ้นตากับภาพคนจูงน้องหมาไปงานวิ่ง จัดงานวันเกิดให้น้องแมว หรือแม้กระทั่งการที่เหล่าเจ้าสี่ขามีช่องทาง Social Media คอยอัพเดตเรื่องราวในแต่ละวันเป็นของตัวเองเหมือนพวกเรา ซึ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยค่ะ นี่คือปรากฏการณ์  Pet Humanization หรือการดูแลสัตว์เลี้ยงให้เหมือนสมาชิกในครอบครัว ซึ่งเกิดจากไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป ทั้งเทรนด์การไ่ม่มีลูก, การนิยมทำงานที่บ้านมากขึ้น ทำให้การเลี้ยงสัตว์เป็นเหมือนตัวแทนความรักและเข้ามาเติมเต็มจิตใจ แถมยังช่วยลดทอนความเครียดจากวันเหนื่อยๆ ตั้งแต่คนโสดที่มีเจ้าสี่ขาเป็นเพื่อนคลายเหงา คู่รักที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นตัวแทนความรักเหมือนลูกแท้ๆ

GIG ECONOMY กับการสร้าง Young Millionaire: เมื่อ ‘งานอิสระ กลายเป็นเครื่องผลิตเงินล้า

  ถ้าสังเกตให้ดีเราจะเห็นว่าหลังช่วง โควิด-19 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบในหลายๆ วิถีชีวิต โดยเห็นชัดที่สุดคือวิถีการทำงานที่ต้องปรับเปลี่ยนจากการทำงานในออฟฟิศสู่การทำงานรูปแบบ Hybrid Working จนถึงการกลับมาของ ‘Gig Economy’ ระบบเศรษฐกิจที่ถูกขับเคลื่อนด้วยการทำงานในแบบชั่วคราว โดยเน้นการทำงานด้วยความอิสระและสร้างความยืดหยุ่นมากขึ้น ทำงานแบบจบไปเป็นครั้งๆ เพราะในยุคที่เทคโนโลยีเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้เกิดอาชีพหรือช่องทางทำเงินได้แค่ปลายนิ้วผ่านหน้าจอโทรศัพท์ เช่น Influencer, YouTuber,

I Love My Job 5 อาชีพของตัวละครสุดเจ๋งในซีรีส์ ที่ช่วยเติมแพสชันให้คนมีฝัน

I Love My Job, I Love My Job, I Love My Job น่าจะเป็นหนึ่งในประโยคที่ติดปากใครหลายคนในช่วงนี้ใช่ไหมคะ ส่วนใครที่เป็นแฟนซีรีส์น่าจะได้เห็นอาชีพที่แปลกใหม่ หลากหลาย และน่าสนใจจากเหล่าตัวเอกในซีรีส์เรื่องโปรดกันมาไม่มากก็น้อย  วันนี้แสนสิริเราได้ลองรวบรวม 5 อาชีพสุดเจ๋งของตัวละครในซีรีส์ที่เมื่อได้ดูก็ช่วยเติมแพสชันให้ชาวออฟฟิศหรือเติมไฟให้คนมีฝัน จนรู้สึกอยากลุกออกไปทำงานที่เรารักได้แบบในซีรีส์ทันที