กีฬา กับ ภาพลักษณ์ สามารถสร้างรายได้ที่มากกว่า

กีฬา กับ ภาพลักษณ์ Marketability ของนักกีฬา

จากฟุตบอลโลกหญิงรอบชิงชนะเลิศที่เพิ่งผ่านไป เค้าว่ากันว่าเว็บไซต์ของ Carli Lloyd นักเตะหมายเลข 10 ของสหรัฐฯ ที่ยิงแฮตทริกได้ในนัดนี้ถึงกับล่มเนื่องจากมี traffic ของคนเข้าไปดูเรื่องราวของตัวเธอและส่งข้อความถึงเธออย่างถล่มทลายและภายในแค่ 90 นาทีของการแข่งขันเธอมีคนติดตาม twitter ของเธอเพิ่มขึ้นกว่า 50,000 คนเลยทีเดียว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่มีแคมเปญ ไม่มีการวางแผนการตลาดโปรโมตเธอล่วงหน้า Soccer: Women's World Cup-Final-Japan at United States

ภาพจาก USA TODAY

หลังจบทัวร์นาเมนต์นี้ มีบริษัทวิจัยการตลาดวิเคราะห์ว่าค่าตัวในการปรากฏตัว 2 ชั่วโมงของเธอจะพุ่งขึ้นจาก 10,000 เหรียญไปเป็นกว่า 30,000 เหรียญทันทีที่เธอกลับมาเหยียบแผ่นดินอเมริกา ก่อนไปแข่งบอลโลกที่แคนาดาเอเจนต์ของเธอเพิ่งจับเธอเซ็นสัญญากับ VISA จนถึงปี 2016 โดยลุ้นว่าเธอจะประสบความสำเร็จ และหลังจากได้แชมป์ตอนนี้เห็นว่ามีแบรนด์รถยนต์และนาฬิกาจ่อคิวเตรียมสปอนเซอร์เธอทันทีทั้งๆ ที่ไม่เคยมีความสนใจมาก่อน แล้วนักกีฬาคนอื่นๆ ที่ดังอยู่แล้วเค้าทำกันได้ดีขนาดไหน ในอันดับ celebrity ที่ทำเงินมากที่สุดในปี 2015 ของนิตยสาร Forbes นี้มีนักกีฬาติด 2 คนใน 2 อันดับแรกคือ Floyd Mayweather และตามมาด้วย Manny Pacquiao ซึ่งก็รู้กันดีว่ามาจากค่าตัวในการขึ้นชกครั้งล่าสุดและมีนักกีฬาติดอันดับด้วยหลายคนใน 20 อันดับแรกไม่ว่าจะเป็น Ronaldo อันดับ 10  Messi อันดับ 13 Roger Federer นักเทนนิสอันดับ 16 LeBron James นักบาสฯ อันดับ 18 ซึ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่รายได้หลักมาจากบรรดาสปอนเซอร์ต่างๆ ที่เซ็นสัญญาเอาพวกเค้าเหล่านี้เป็น presenter ทั้งสิ้น เงินรางวัลที่ได้จากการแข่งขันเป็นส่วนประกอบเล็กน้อยสำหรับเงินที่ได้ในแต่ละปี นี่คือสิ่งที่เรียกว่า marketability ของนักกีฬา หรือแปลเป็นไทยแบบหยาบๆ ก็คือ “ศักยภาพทางการตลาด” ของตัวนักกีฬานั่นเอง แน่นอนความสำเร็จในการแข่งขันของนักกีฬาแต่ละคนมีผลต่อมูลค่าทางการตลาด และ marketability ของตัวนักกีฬา แต่ถ้าศึกษากันดูดีๆ จริงๆ จะเห็นได้ว่ามีเรื่องอื่นที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยผมจะพูดถึง กีฬา เทนนิสเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราเห็นได้อย่างชัดเจน กีฬาเทนนิสเป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่แม้จะไม่ได้รับความนิยมมากเท่าฟุตบอลหรือบาสเก็ตบอลแต่ก็เรียกได้ว่าเป็นกีฬาสากลที่มีคนดูทั่วโลกเช่นกัน และเป็นกีฬาที่มีภาพลักษณ์ของความหรูหราเจือปนอยู่ค่อนข้างสูงสืบเนื่องด้วยเป็นกีฬาที่เล่นกันในคลับของสมาชิกเสียเยอะ (ในต่างประเทศ) ทำให้บรรดาแบรนด์หรูๆ ให้ความสนใจกันอย่างต่อเนื่อง ยิ่งกว่านั้น จากการสำรวจทัวร์นาเมนต์เทนนิสในอเมริกาพบว่าแฟนกีฬากว่า 90% จบการศึกระดับปริญญาตรีขึ้นไปและมีรายได้เฉลี่ยครัวเรือนที่กว่า 156,000 เหรียญต่อปีซึ่งถือว่าสูงใช้ได้ ปัจจุบันนักเทนนิสมือหนึ่งประเภทหญิงคือ Serena Williams เธอชนะรายการ Grand Slam มาแล้วกว่า 20 รายการในประเภทเดี่ยวและ 13  รายการในประเภทคู่และถือได้ว่าเป็นนักเทนนิสที่ประสบความสำเร็จในอาชีพมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ในปีที่แล้วเธอมีรายได้จากการแข่งขันและสปอนเซอร์รวมประมาณ 11 ล้านเหรียญ ในขณะที่ Maria Sharapova นักเทนนิสเชื้อสายรัสเซียที่อยู่ในอันดับต่ำกว่า Williams และยังไม่เคยเอาชนะ Williams ได้เลยในรายการ Grand Slam ใหญ่ๆ กลับมีรายได้ที่กว่า 22 ล้านเหรียญ มาในปีนี้เช่นกันนิตยสาร Forbes ประเมินว่า Williams จะทำรายได้ที่ประมาณ 22 ล้านเหรียญ ในขณะที่ Sharapova ขยับขึ้นไปที่กว่า
29 ล้านเหรียญ VBK-WILLIAM__SHARA_1412974f AP มองกันเผินๆ ดูเหมือนไม่ยุติธรรมและสงสัยกันว่าเป็นเรื่องของความเท่าเทียมทางเชื้อชาติหรือเปล่าในการที่ทั้งสองคนได้ดีลจากสปอนเซอร์ต่างกัน แน่นอน ส่วนหนึ่งมาจาก “ภาพลักษณ์และความดึงดูด” ของตัวนักกีฬาเองที่มีต่อ “สาธารณชน” แต่ต้องมองกันให้ลึกลงไปอีกว่าในกีฬาหรูอย่างเทนนิส กลุ่มเป้าหมายคนดูที่ติดตามและชื่นชมตัวนักกีฬาเหล่านี้คือใคร เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ยากที่จะปฏิเสธว่านักเทนนิสตาสีฟ้า สูงกว่า 180 cm ด้วยสัดส่วน 34-24-36 กับน้ำหนักไม่ถึง 60 กิโลฯ จะมี marketability สูงกว่ากับกลุ่มเป้าหมายใช่หรือไม่ นอกจากนี้ปัจจัยในเรื่อง “กลุ่มเป้าหมาย” ก็มีส่วนสำคัญ กรณีคล้ายๆ กัน ท่านทราบหรือไม่ว่านักเทนนิสหญิงชาวจีน Li Na ที่เคยได้แชมป์ Grand Slam เพียงแค่ 2 รายการและเทียบความสำเร็จในคอร์ตเทนนิสกับ Williams ไม่ติดเลยยังทำรายได้กว่า 15 ล้านเหรียญในปีที่แล้วและคาดว่าจะทำได้กว่า 25 ล้านเหรียญในปีนี้ ซึ่งก็สูงกว่า Williams เช่นกัน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดของเธอคือประชากรชาวจีนทั้งประเทศที่มีกำลังซื้อมากมายมหาศาลที่ชื่นชมชาวจีนคนแรกในประวัติศาสตร์ที่เคยได้แชมป์รายการ Grand Slam เทนนิสนั่นเอง เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับนักกีฬาสุภาพสตรีในประเภทชายก็เช่นกัน Roger Federer ที่ถูกขนานนามว่า “เจ้าชาย” ด้วยลีลาและภาพลักษณ์ที่นุ่มนวลและสง่างาม กับ Rafael Nadal ที่ได้ภาพลักษณ์ในเรื่องของความดุดันและ aggressive แม้ฝีมือจะเริ่มโรยราและทำผลงานได้ไม่ดีเท่าแต่ก็ทำรายได้รวมมากกว่า Novak Djokovic เป็นประจำในปีที่ผ่านมาเนื่องจากภาพลักษณ์ที่ไม่ชัดเจนและไม่ค่อยเป็นที่ปลื้มมากเท่าสองคนในสายตาของแฟนเทนนิสโลก สิ่งที่ Djokovic ต้องทำก็คือรักษาฝีมือให้สม่ำเสมอและปรับพฤติกรรมบางอย่างเช่นการทำตลกล้อเลียนคู่แข่งหรือการให้สัมภาษณ์ที่โผงผางและไม่ค่อยเข้าท่า ซึ่งทำให้ระยะหลังก็เริ่มมีสปอนเซอร์วิ่งเข้าหาเค้ามากขึ้น slide_277072_2030233_free AP

ภาพจาก AP

แต่ความสำเร็จในเชิงพาณิชย์บางครั้งก็มาพร้อมกับความหลงระเริงและการละเลยภาระสำคัญในเรื่องของการเป็นนักกีฬามืออาชีพไปได้เหมือนกัน โดยเฉพาะสำหรับนักกีฬารุ่นใหม่ๆ ที่กำลังจะรุ่งและได้รับความสนใจจากสาธารณะชนและแบรนด์สินค้าต่างๆ อยากแย่งตัวมาเป็น presenter  ยกตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ Anna Kournikiva อดีตนักเทนนิสสาวสวยเชื้อสายรัสเซียอีกคนที่เคยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในช่วงปลายทศวรรษ 90’s ทั้งที่เธอไม่เคยได้แชมป์หญิงเดี่ยว Grand Slam รายการใดเลยและไม่เคยชนะรายการทัวร์ WTA แม้แต่ครั้งเดียวแต่เธอประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์อย่างมากอันมาจาก “ภาพลักษณ์และความดึงดูด” เป็นหลักและท้ายสุดก็เงียบหายไปจากวงการเทนนิส Anna-Kournikova-anna-kournikova-34529762-1280-960 ต่างจาก Sharapova ที่แม้เธอจะดูเหมือนฟู่ฟ่ากับแฟชั่นและ ฯลฯ ที่ล้อมเรียงอยู่รอบตัวเธอแต่คนในวงการทุกคนรู้ดีว่าเธอสามารถรักษา commitment ที่เธอมีต่อการฝึกซ้อมและตารางเวลาที่เธออุทิศให้กับกีฬาเทนนิสในฐานะนักกีฬาอาชีพได้อย่างดีเยี่ยม ถือเป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่นักวิเคราะห์กีฬาหลายคนบอกว่าเป็นต้นแบบของนักกีฬาอาชีพที่ประสบความสำเร็จในทั้งสองมิติอย่างแท้จริง

Related Articles

ผู้นำต้องกล้าที่จะพูด เศรษฐา ทวีสิน แสนสิริ

ผู้นำต้องกล้าที่จะพูด อย่ากลัวดอกพิกุลจะร่วง

หลายคนเคยถามผมว่าในฐานะผู้นำขององค์กร ทำไมถึงเลือกที่จะใช้ Twitter ของตัวเองให้ความเห็นในเรื่องราวหลากหลาย ทั้งสังคม เศรษฐกิจ การเมืองบ้างประปราย ไม่ได้พูดเฉพาะเรื่องของธุรกิจตัวเองอย่างเดียว โดยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสอัพเดต พูดคุยกับทีมงานของบริษัทที่รับผิดชอบ Twitter ในไทยก็สอบถามเขามาตลอดนะครับว่ามีผู้นำองค์กรท่านอื่น ๆ หรือไม่ที่เลือกใช้ช่องทางนี้ในการสื่อสารเรื่องราวต่าง ๆ กับสังคมอย่างเปิดเผย แต่ทุกครั้งก็จะได้ฟีดแบ็กว่ายังมีน้อยมากสำหรับผู้บริหารในประเทศไทย ผมก็ไม่รู้ว่าคนอื่นที่ไม่ใช้เครื่องมือโซเชียลมีเดียออกมาแสดงความเห็นทางเศรษฐกิจ

กระเพราไก่ Chicken Basil

เมื่อสงครามรัสเซีย-ยูเครน กระทบถึงข้าวไก่กะเพราของชาวบ้าน

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่เกิดขึ้นอีกฟากโลกหนึ่งส่งผลกระทบต่อดัชนีราคาอาหารทั่วโลก ทุกคนได้ผลกระทบไปกันหมด จากรายงานขององค์การอาหารและการเกษตร แห่งสหประชาชาติ หรือ FAO บอกว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาหารโลกพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเดือนมีนาคม แตะระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมา (FAO ก่อตั้งและเริ่มเก็บตัวเลขในปี 1990) เพราะรัสเซียและยูเครนเป็นผู้ผลิตข้าวสาลีกำส่วนแบ่ง 28% ของตลาดโลก ซึ่งหมายถึงวัตถุดิบที่นำมาทำขนมปัง แป้งโรตี แป้งนาน ฯลฯ ที่เป็นอาหารพื้นฐานของคนทั่วโลกขาดตลาด สำหรับน้ำมันดอกทานตะวันซึ่งเป็นน้ำมันพืชชนิดหนึ่งที่ทั่วโลกนิยมใช้ปรุงอาหาร

stop war peace now no war

เพศสภาพ สงคราม และสันติภาพ

มุสโสลินี เผด็จการฟาสซิสต์ชาวอิตาเลียนเคยกล่าวไว้ว่า “War is to men as maternity is to women” “สงครามเป็นเรื่องของผู้ชายฉันใด ความเป็นแม่ก็คือเรื่องของผู้หญิงฉันนั้น” แม้จะเป็นคำกล่าวที่นานมาแล้วแต่เชื่อสิครับว่าแนวคิดดังกล่าวยังแฝงตัวอยู่ในโลกปัจจุบันไม่ได้หายไปไหน ถึงโลกเราจะมีพลวัตรเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม ความคิด น้อมรับเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศและความหลากหลายมากขึ้น สงคราม ก็ยังเป็นหัวข้อที่เชื่อมโยงกับบุรุษเพศมากกว่าสตรีเพศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้อ่านลองพิจารณากรณีล่าสุดของสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนดูครับ