Climate Change
กับความเหลื่อมล้ำ

สมัยหนุ่มๆ ผมจำได้ว่ามีภาพยนตร์ฮิตเรื่อง Blade Runner ที่แฮริสัน ฟอร์ด แสดงเป็นตัวเอก โดยในภาพยนตร์ดังกล่าวเค้าคาดการณ์ถึงอนาคตของเมืองที่มีรถไฟฟ้าบินได้ มีหุ่นยนต์ที่เลียนแบบมนุษย์ สามารถตั้งครรภ์ได้ ซึ่งยังเป็นอนาคตที่คาดการณ์ได้ไม่ค่อยใกล้เคียงกับความเป็นจริงเท่าไหร่

แต่สิ่งหนึ่งที่ภาพยนตร์ดังกล่าวคาดเดาได้ใกล้เคียงมากก็คือสภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมของโลกที่เสื่อมโทรมลง เต็มไปด้วยมลพิษและภาวะอากาศที่สุดโต่ง รวมถึงความไม่เท่าเทียมทางสังคมและเศรษฐกิจของประชากรโลกในอนาคต ซึ่งอยากจะบอกว่าผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้มองความสัมพันธ์ของสองประเด็นนี้ได้ขาด เพราะมีความสอดคล้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศส่งผลกับการถ่างตัวของความไม่เท่าเทียม? ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ลองดูในระดับโลกกันก่อน เราจะเห็นว่าโดยมากแล้วกลุ่มประเทศที่ยากจน แม้ตามสถิติแล้วจะมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เยอะนัก แต่ประเทศเหล่านี้มักตั้งอยู่ในเขตศูนย์สูตร ซึ่งการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกจะทำให้สภาพอากาศยากต่อการดำรงชีวิตของประชากรจำนวนมากที่อาศัยอยู่ริมชายฝั่ง หรือในที่ราบ ชุมชนบ้านเรือนที่ไม่แข็ง เสียหายง่าย และไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงฉับพลันของสภาพภูมิอากาศ ขาดงบประมาณในการปรับปรุงผังเมือง ระบบวิศวกรรมพื้นฐาน รวมถึงความเจ็บป่วยและการเสียชีวิตที่ตามมาจากภัยธรรมชาติ มลภาวะและโรคระบาด อีกทั้งผลผลิตทางเกษตรที่ลดลงและประสิทธิผลของแรงงานที่เสียเปล่าไป โดยตัวเลขจากการศึกษาบอกว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหั่นรายได้ของกลุ่มประเทศที่ยากจนลงกว่า 30% และลดผลผลิตทางการเกษตรลงกว่า 21% นับจากปี 1961 เป็นต้นมา

ตัวเลขจากการวิเคราะห์บอกว่าระหว่างปี 1961 มาจนถึง 2000 จะเห็นว่ากลุ่มประเทศที่ยากจนรั้งท้ายถูกกลุ่มประเทศที่มั่งคั่งทิ้งห่างไปเรื่อยๆ โดยเค้าบอกว่าช่องว่างด้านความมั่งคั่งระหว่าง 2 กลุ่มนี้เติบโตเกินกว่าที่ควรจะเป็นถึง 25% ซึ่งค่อนข้างสอดคล้องกับการเก็บสถิติของ Global Climate Risk Index ที่บอกว่ากลุ่มประเทศอันดับต้นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงในช่วงปี 1999-2018 อย่างเมียนม่า ไฮติ หรือ เนปาล ก็เป็นประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มค่อนข้างยากจนอันดับต้นๆ เช่นกัน

แล้วถ้าเราลองส่องดูในระดับประเทศ เราเห็นอะไร ดูกันง่ายๆ ไม่ยากครับ ในกลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งมากกว่าย่อมมีทรัพยากรในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศได้ดีกว่า ไม่ว่าจะเครื่องปรับอากาศที่ช่วยบรรเทาจากคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ยังสามารถจ่ายค่าไฟได้ไม่ต้องกังวล ในกรณีที่จะมีภัยพิบัติ คนที่มีความมั่งคั่งกว่าก็จะมีศักยภาพมากกว่าในการอพยพตัวเองออกจากพื้นที่และสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่า ตัวอย่างง่ายๆ เหล่านี้ชัดเจนว่ากลุ่มที่มีความอ่อนไหวทางเศรษฐกิจเสียเปรียบและเป็นความจริงที่ทำให้ช่องว่างด้านความมั่งคั่งขยายตัวเรื่อยๆ เพราะทรัพยากรที่เป็นตัวช่วยในการใช้ชีวิตและฟื้นตัวไม่เหมือนกัน

ผมพูดถึงภาพยนตร์ Blade Runner และยกประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกับความเท่าเทียมมาให้เป็นไอเดีย แต่ถ้ารู้สึกว่ายังไกลเกินไปก็ไม่เป็นไรครับ ลองคิดในมุมที่ใกล้ๆ ตัวดูก็ได้ ถ้าเรายังดำเนินชีวิตกันตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อสิ้นศตวรรษนี้ว่ากันว่าความรุนแรงของสภาพภูมิอากาศจะสุดโต่งถึงขั้นที่เมื่อคลื่นความร้อนปกคลุม มนุษย์จะไม่สามารถใช้ชีวิตข้างนอกบ้านตอนกลางวันได้เลยในบางประเทศ ซึ่งก็เริ่มเห็นแล้วจาก 2-3 ปีที่ผ่านมาในอเมริกาหรือออสเตรเลีย พื้นที่หลายแห่งที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่มาก อย่างเกาะในแปซิฟิค บังคลาเทศ รัฐเท็กซัส รวมถึงกรุงเทพฯ ด้วยก็จะจมอยู่ใต้น้ำถาวร

คราวนี้ต้องให้ท่านผู้อ่านกลับไปหาภาพยนตร์อย่าง The Day After Tomorrow มาดูแทนแล้วกันครับ ดูจบแล้วอย่าลืมเตือนตัวเองนะครับว่าวันนี้เราได้ลงมือเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตที่จะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวให้น้อยลงหรือยัง?

PRESIDENT OF SANSIRI PLC

Related Articles

กระเพราไก่ Chicken Basil

เมื่อสงครามรัสเซีย-ยูเครน กระทบถึงข้าวไก่กะเพราของชาวบ้าน

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่เกิดขึ้นอีกฟากโลกหนึ่งส่งผลกระทบต่อดัชนีราคาอาหารทั่วโลก ทุกคนได้ผลกระทบไปกันหมด จากรายงานขององค์การอาหารและการเกษตร แห่งสหประชาชาติ หรือ FAO บอกว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาหารโลกพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเดือนมีนาคม แตะระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมา (FAO ก่อตั้งและเริ่มเก็บตัวเลขในปี 1990) เพราะรัสเซียและยูเครนเป็นผู้ผลิตข้าวสาลีกำส่วนแบ่ง 28% ของตลาดโลก ซึ่งหมายถึงวัตถุดิบที่นำมาทำขนมปัง แป้งโรตี แป้งนาน ฯลฯ ที่เป็นอาหารพื้นฐานของคนทั่วโลกขาดตลาด สำหรับน้ำมันดอกทานตะวันซึ่งเป็นน้ำมันพืชชนิดหนึ่งที่ทั่วโลกนิยมใช้ปรุงอาหาร

stop war peace now no war

เพศสภาพ สงคราม และสันติภาพ

มุสโสลินี เผด็จการฟาสซิสต์ชาวอิตาเลียนเคยกล่าวไว้ว่า “War is to men as maternity is to women” “สงครามเป็นเรื่องของผู้ชายฉันใด ความเป็นแม่ก็คือเรื่องของผู้หญิงฉันนั้น” แม้จะเป็นคำกล่าวที่นานมาแล้วแต่เชื่อสิครับว่าแนวคิดดังกล่าวยังแฝงตัวอยู่ในโลกปัจจุบันไม่ได้หายไปไหน ถึงโลกเราจะมีพลวัตรเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม ความคิด น้อมรับเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศและความหลากหลายมากขึ้น สงคราม ก็ยังเป็นหัวข้อที่เชื่อมโยงกับบุรุษเพศมากกว่าสตรีเพศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้อ่านลองพิจารณากรณีล่าสุดของสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนดูครับ

women stereotypes, gender bias, break the ice

“ความอคติด้วยเพราะเพศ” บทเรียนและตัวอย่างในอดีต กับความท้าทายสำหรับอนาคต

“รถคันนี้ขับไม่ได้เรื่องเลย เชื่อไหมว่าคนขับเป็นผู้หญิงแน่ๆ” เคยไหมครับที่ท่านผู้อ่านคิดแบบนี้เวลาเจอรถคันข้างหน้าทำเราหงุดหงิด หรือเวลาเลือกซื้อการ์ดวันเกิดให้ลูกหลานตัวเอง ผมเชื่อเลยครับว่าผู้อ่านต้องไม่เคยหาการ์ดรูปนักผจญภัย นักสำรวจที่เป็นเด็กผู้หญิง ใช่ครับ นี่คือเรื่องของ “ความอคติด้วยเพราะเพศ” หรือ Gender Bias ที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เราอยู่กับมันมานานมาก นานเสียจนเราไม่เคยคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญ ต้องยอมรับว่าเรื่อง Gender Bias หรือ Gender Stereotypes