สตีเว่น เจอร์ราร์ด กับโมเมนต์โลกไม่ลืมของยอดกัปตัน

คงไม่ช้าเกินไปที่จะกล่าวถึง “moment of madness” ของกัปตัน Steven Gerrard จากแม็ทช์วันแดงเดือนเมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา ใครที่ดูถ่ายทอดอยู่จะเป็นแฟนหงส์แดงหรือปีศาจแดงก็คงช็อคไม่แพ้กันที่เห็นกัปตันทีมที่มีประสบการณ์มากมายอย่าง Gerrard ต้องโดนใบแดงออกจากสนามภายหลังเปลี่ยนตัวลงมาไม่ถึง 40 วินาทีดี

Liverpool-v-Manchester-United

โดยมาก moment of madness ในสนามฟุตบอลเรามักเห็นจากการยั่วยุของคู่ต่อสู้ หรือแฟนบอล สะสมทำให้เกิดอาการระเบิดทางอารมณ์ของนักเตะ โดยแสดงออกได้หลายอย่างตั้งแต่ถูกกติกาแบบเนียนๆ หรืออย่างน่าเกลียดสุดๆ นอกกติกาก็มีให้เห็นมากมาย ตัวอย่างกรณีของ moment of madness ในฟุตบอลอังกฤษที่ผมเชื่อว่าทุกท่านคงรับทราบกันดีคือเรื่องของ Eric Cantona  ลองกลับไปหาวิดีโอดูนะครับผมว่าเป็น moment of madness ในฟุตบอลที่คลาสสิคและไม่ค่อยเห็นคาแร็กเตอร์แบบ Cantona แล้วในปัจจุบัน

ในเกมกับคริสตัล พาเลซ  Cantona โดนประกบแบบหายใจรดต้นคอโดย Richard Shaw ตั้งแต่ต้นเกม และเป็นเกมที่นักเตะพาเลซเล่นหนักมาก จนมีการประท้วงกรรมการว่าไม่ค่อยเป่าหยุดเกมให้ทาง แมนยูฯ บ้างจากเกมที่รุนแรง จนมาครึ่งหลัง Cantona ทนไม่ไหวเตะตัดขา Shaw และโดนกรรมการไล่ออกทันที แต่ที่เป็น moment of madness ของจริงก็คือตอนที่กระโดดเตะแบบกังฟูใส่แฟนบอลขณะเดินเข้าอุโมงค์นั่นเอง

ในขณะที่กรณีของ Gerrard ในเกมนี้นั่งเป็นตัวสำรองข้างสนาม ภายหลังปัญหาความฟิตจากอาการบาดเจ็บเรื้อรัง จนกระทั่งได้เปลี่ยนตัวเข้าเล่นก็วิ่งเข้าสไลด์สกัด Juan Mata แบบเต็มสองเท้า ซึ่งดูแล้วล่อแหลมมากอยู่แล้ว มาต่อด้วยการย่ำลงไปบนข้อเท้าของ Ander Herrera ภายหลังที่ถูก Herrera เข้าสกัดแบบเอาคืนแทน Mata และได้ใบแดงทันที

ถ้าย้อนกลับไปดูวิดีโอของ Cantona จะเห็นว่าตอนที่กรรมการชูใบแดงให้เค้า เค้ามีทีท่าลังเลว่าเป็นไปได้ยังไง และรีรออยู่พักหนึ่งก่อนที่จะเดินออกจากสนาม ผ่านมาหน้าม้านั่งของทีมแมนยูฯ เค้าจะหันมามอง Sir Alex Ferguson อยู่หน่อยนึง เสมือนขอความเห็น หรือ อยากได้ท่าทีอะไรบางอย่าง แต่สิ่งที่ท่านเซอร์แสดงออกคือเหมือน Cantona เป็นอากาศ ไม่แม้แต่จะชำเลืองสายตามอง

ในฐานะของนักเตะตัวหลักของทีม แม้จะไม่ใช่กัปตัน แต่ด้วยความคาดหวังต่างๆ ที่มี จากทั้งเพื่อร่วมทีม ผู้จัดการ และแฟนบอล การได้รับใบแดงแบบง่ายๆ เช่นนั้นคงส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิด และในฐานะนักเตะแม้จะเป็น Cantona ก็อาจต้องการคำปลอบใจจากทีมงาน โดยเฉพาะผู้จัดการทีม อย่างน้อยก็ให้เห็นว่าเป็นพวกเดียวกันหน่อย แต่ด้วยการเมินเฉยของท่านเซอร์ ผมเชื่อว่ายิ่งส่งผลทางอารมณ์ต่อ Cantona เข้าไปใหญ่และเมื่อได้รับการยั่วยุจากแฟนบอล ก็คงไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว คงไม่แย่ไปกว่านี้ก็ระเบิดออกมาอย่างที่เห็น

ส่วนกรณีของ Gerrard ผมเองซึ่งเป็นแฟนอย่างเหนียวแน่นของทีมลิเวิร์พูลและยกให้ Gerrard เป็นนักเตะขวัญใจคนหนึ่งของผม ก็อดไม่ได้ที่จะต้องค้นคว้าหาความจริงให้รู้ว่าเพราะเหตุใด Gerrard ของผมถึงได้วู่วามขนาดนั้น

Eric_Cantona_1698693i

อดีตเพื่อนร่วมทีม Jamie Carragher ได้ให้ทัศนะไว้ว่า เพราะ Gerrard ในฐานะกัปตันทีม รู้สึกยอมไม่ได้ที่จะเห็นทีมตัวเองตกเป็นทีมรองให้กับคู่แข่งสำคัญ ในแม็ตช์สำคัญ ในบ้านตัวเอง ในฐานะกัปตัน เค้าต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อเป็นการปลุกเร้าลูกทีมให้ตื่นตัวอย่างที่เค้าทำเสมอมา เหมือนอย่างในรอบชิงชนะเลิศ UEFA Champions League หลายปีก่อนกับ AC Milan ที่เค้าสามารถนำทีมพลิกกลับมาเอาชนะด้วยการยิงลูกโทษท้ายที่สุด นี่คือตัวอย่างของทัศนคติแบบ Gerrard ที่ไม่ยอมแพ้และต้องนำทีมกลับมาให้ได้

ในแม็ตช์นี้เช่นกัน การปล่อยให้ปีศาจแดงเข้ามาข่มถึงในถิ่นเป็นเรื่องทำใจได้ยาก โดยเฉพาะปีสุดท้ายก่อนโบกมือลาทีมรักของตัวเอง การนั่งดูข้างสนามในครึ่งแรกไม่ได้เปิดโอกาสให้เค้ามีส่วนร่วมกับทีมมากนัก สิ่งที่ Gerrard ทำเมื่อมีโอกาสลงสนามก็คือการ take action ที่ต้องการปลุกเร้าลูกทีมในโอกาสแรกที่เค้ามี เพื่อดึงเอากำลังใจกลับมาโดยการแสดงให้เห็นกัปตันทุ่มสุดตัว ซึ่งถ้าท่านผู้อ่านรู้จัก Gerrard และติดตามเค้ามาตลอดก็จะทราบว่า tackle ในสไตล์ ถึงลูกถึงคน นี้เป็นปกติของเค้าอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้กลายเป็นโดมิโนตัวแรกที่กระทบชิ่งทำให้มีการเอาคืนโดย Herrera และท้ายสุดลงเอยด้วยการตั้งใจย่ำเท้าอย่างที่เห็น ซึ่งอันนี้ยังไงก็ผิดเต็มประตู

นอกจากนี้แล้ว ผมคิดว่าคนรอบข้างโดยเฉพาะผู้จัดการทีมก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน สำหรับ Cantona ผมเชื่อว่าถ้าหากท่านเซอร์ ชำเลืองสายตาแบบเข้าใจ เห็นใจ หรือตบหลังสักนิด ประวัติศาสตร์ Kung Fu Kick คงไม่เกิดขึ้น เช่นเดียวกัน ผมเชื่อว่าถ้าหาก Gerrard มีชื่อเป็นผู้เล่นตัวจริงตั้งแต่แรกในเกมนี้ ประวัติศาสตร์ moment of madness ของเค้าก็คงไม่เกิดขึ้น หรือถ้าหาก Rodger รู้ดีอยู่แล้วว่าจะเปลี่ยนเอา Gerrard ลง เค้าควรรู้ดีว่ากัปตันคนนี้มี passion และ ความฮึกเหิมมากแค่ไหน เค้าควร prep talk กับนักเตะให้ดีกว่านี้  นั่นคือหน้าที่ของโค้ชที่ต้องอ่านใจนักเตะให้ออกและพึงกระทำ

หลายสื่อเคยอ้างอิงถึงความผิดพลาดมหันต์ของ Gerrard ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการโหม่งพลาดที่ส่งผลให้เสียประตูในฟุตบอลโลก หรือการสะดุดเสียบอลในเกมกับเชลซีใน EPL  2-3 ปีก่อนซึ่งส่งผลสำคัญทำให้พลาดแชมป์ในปีนั้น นั่นเป็นความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้เพราะความโชคร้าย แต่น่าเสียดายที่ Gerrard จะปิดฉากอาชีพนักเตะของลิเวอร์พูลและเป็นที่จดจำของแฟนๆ ด้วยใบแดงในแม็ทช์แดงเดือดครั้งสุดท้ายอย่างจงใจและน่าเกลียดเช่นนี้ครับ บอกได้คำเดียวว่า เสียดาย ครับ

Related Articles

stop war peace now no war

เพศสภาพ สงคราม และสันติภาพ

มุสโสลินี เผด็จการฟาสซิสต์ชาวอิตาเลียนเคยกล่าวไว้ว่า “War is to men as maternity is to women” “สงครามเป็นเรื่องของผู้ชายฉันใด ความเป็นแม่ก็คือเรื่องของผู้หญิงฉันนั้น” แม้จะเป็นคำกล่าวที่นานมาแล้วแต่เชื่อสิครับว่าแนวคิดดังกล่าวยังแฝงตัวอยู่ในโลกปัจจุบันไม่ได้หายไปไหน ถึงโลกเราจะมีพลวัตรเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม ความคิด น้อมรับเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศและความหลากหลายมากขึ้น สงคราม ก็ยังเป็นหัวข้อที่เชื่อมโยงกับบุรุษเพศมากกว่าสตรีเพศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้อ่านลองพิจารณากรณีล่าสุดของสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนดูครับ

women stereotypes, gender bias, break the ice

“ความอคติด้วยเพราะเพศ” บทเรียนและตัวอย่างในอดีต กับความท้าทายสำหรับอนาคต

“รถคันนี้ขับไม่ได้เรื่องเลย เชื่อไหมว่าคนขับเป็นผู้หญิงแน่ๆ” เคยไหมครับที่ท่านผู้อ่านคิดแบบนี้เวลาเจอรถคันข้างหน้าทำเราหงุดหงิด หรือเวลาเลือกซื้อการ์ดวันเกิดให้ลูกหลานตัวเอง ผมเชื่อเลยครับว่าผู้อ่านต้องไม่เคยหาการ์ดรูปนักผจญภัย นักสำรวจที่เป็นเด็กผู้หญิง ใช่ครับ นี่คือเรื่องของ “ความอคติด้วยเพราะเพศ” หรือ Gender Bias ที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เราอยู่กับมันมานานมาก นานเสียจนเราไม่เคยคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญ ต้องยอมรับว่าเรื่อง Gender Bias หรือ Gender Stereotypes

zero dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน

วิกฤติความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ของเด็กไทย

การศึกษาเป็นต้นทุนของชีวิตที่สำคัญของเด็กๆ และเชื่อว่าผู้ปกครองทุกคนคงพยายามหาทางเลือกในการศึกษาที่เหมาะสมกับกับบุตรหลาน ซึ่งมีตัวเลือกมากมาย จะเป็นโรงเรียนสหศึกษา โรงเรียนคริสต์ โรงเรียนพุทธ โรงเรียนนานาชาติที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด หลายครอบครัวกังวลว่าส่งบุตรหลานไปเรียนที่นี่แล้วจะเก่งไหม มีสังคมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมไหม ฯลฯ ยิ่งช่วงโควิด แทนที่เด็กๆ จะได้ใช้เวลาอยู่กับคุณครู เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่โรงเรียน กลับกลายเป็นต้องนั่งเรียนออนไลน์ ผู้ปกครองหลายคนก็ค่อนข้างหนักใจ กลัวว่าการเรียนการสอนจะทำได้ไม่เต็มที่