วัฒนธรรม คำสบถ และขนมิงค์

วัฒนธรรม เป็นหัวข้อสนทนาที่ชวนให้คนคุยกันอย่างสุนทรีย์ และในขณะเดียวกันก็ชวนให้คู่สนทนาทะเลาะกันก็เยอะ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและขึ้นอยู่กับบริบททางสังคม ความเชื่อ ศาสนา เชื้อชาติ ฯลฯ มากมายแบบไม่มีขาวกับดำ ผมมี 2 เรื่องที่เกี่ยวกับ วัฒนธรรม ที่ผมอ่านเจอในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนแล้วอยากเอามาแชร์กัน

เรื่องแรกคือเรื่องของ Wireless Festival เทศกาลดนตรี rap และ hip hop ที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร จัดในกรุงลอนดอนระหว่างวันที่ 5-7 กรกฎาคมที่ผ่านมา และมีรายชื่อนักร้อง rapper ชื่อดังหลายคนเข้าร่วมแสดงในเทศกาลดนตรีนี้ด้วย ทั้ง Cardi B, Tyga, Lil Skies, Young Thugs ฯลฯ ประเภทแค่ดูชื่อแม้วัยอย่างผมจะไม่รู้จักก็ดูออกว่าจัดเต็มครับ

ท่านที่ฟังเพลงคงพอทราบดีว่าการสบถเป็นสิ่งหนึ่งที่ฝังรากอยู่กับวัฒนธรรม rap & hip hop แบบแยกไม่ออก และมีรากเหง้ามาจากวัฒนธรรม street culture ของชนผิวสี ใน USA ที่สะท้อนถึงความโหดร้ายที่สังคมมีกับพวกเค้าทั้งเรื่องของการแบ่งแยกสีผิว ชนชั้น และความไม่เท่าเทียม แผ่น CD ของเพลงแนวนี้ส่วนมากจะมีสติกเกอร์ “Parental Guidance” สีขาว ดำ แดง ติดอยู่บนหน้ากล่อง เพื่อชี้แจงว่าถ้าลูกคุณๆ ซื้อแผ่นนี้ไปฟังได้เจอคำหยาบแน่นอน แต่แทนที่จะกลายเป็นสิ่งต้องห้าม กลับกลายเป็นสติกเกอร์ที่ endorse วัฒนธรรมของเพลง rap ไปเสีย โดยจากสถิติที่เว็ปไซต์เกี่ยวกับเพลงเค้าทำไว้ในปี 2015 บอกว่าเพลงประเภท rap และ hip hop นี้มีคำสถบโผล่มาทุกๆ 47 คำ ในขณะที่เพลงพวก heavy metal โหดๆ ยังมีโผล่มาแค่ทุกๆ 352 คำแค่นั้นเอง

ทีนี้พอเทศกาลดนตรีที่เต็มไปด้วย rapper เหล่านี้เกิดขึ้นในเมืองหลวงของอังกฤษ ทางสภาเมืองลอนดอนเลยมีความคิดที่จะทำให้เพลง rap และ hip hop เหล่านี้ละเมียดละไมลงด้วยการ ขอให้ผู้จัดเทศกาลบอกให้ศิลปินที่มาร่วมงานใช้คำสบถให้น้อยที่สุด หรือไม่ใช้เลย ห้ามทำท่าลามกอนาจาร หรือส่อไปในทางที่ล่อแหลมใดๆ

แล้วจะยังไงครับ ยกตัวอย่างเพลงที่ชื่อว่า She Bad ของ Cardi B ที่ข่าวพูดถึง ถ้าเอาคำสถบออก เนื้อเพลงจะมีช่องว่าอยู่กว่า 50 คำเลยทีเดียว และเพลงหลายๆ เพลงของศิลปินจะผิดเพี้ยนความหายเพราะคำหยายเหล่านี้ถูกถอดออกไป ยังโชคดีที่ไม่ใช่ข้อบังคับหรือห้าม แต่เป็นแค่การร้องขอความร่วมมือเท่านั้น

อีกเรื่องเป็นเรื่องของเสื้อขนสัตว์ หรือ Fur Coat ที่โลกแฟชั่นกำลังต่อต้านการนำเอาขนสัตว์มาใช้ เพราะถือเป็นการทรมานสัตว์และโหดร้าย เพราะว่ากันว่าการฆ่าเพื่อเอาขนทั้งตัวมาใช้จะใช้การยิงไม่ได้ แต่ต้องใช้ไฟฟ้าช็อตและหักคอให้ตายเสีย หนังและขนจะได้ไม่เสียหาย

เรื่องเกิดขึ้นในกรุง New York เมื่อโฆษกสภาเมือง New York ออกมา lobby ให้สมาชิกสภา “แบน” ธุรกรรมการซื้อขายเสื้อขนสัตว์ในมหานคร New York แต่ไม่ทันจะได้รับการตอบรับหรือลงคะแนนใดๆ ก็เจอการต่อต้านจากหลายๆ ภาคส่วนของสังคมที่ไม่เห็นด้วยกับการแบนดังกล่าว

ประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบขึ้นมาโต้แย้งโดยผู้นำชุมชนผิวสีเชื้อชาติ African-American ในเมือง New York คือเค้าบอกว่า เสื้อขนสัตว์นี้เป็นสัญญลักษณ์ของความสำเร็จในชีวิตสำหรับพวกเค้า ในหน้าหนาวทุกวันอาทิตย์ใครที่เข้าโบสถ์ของชุมชนผิวสีจะเห็นเสื้อขนมิงค์เป็นชุดแต่งการประจำของคนที่ “made it” หรือประสบความสำเร็จมาแล้ว รวมทั้งยังได้กล่าวอ้างว่าเครื่องแต่งกายประจำราชวงศ์กษัตริย์ของทวีปอาฟริกามักจะใช้ขนสัตว์ทั้งผืนเป็นเสื้อคลุมและประดับตกแต่งเพื่อแสดงสถานะและเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมานานที่ชนผิวสีจากทวีปอาฟริกาทุกคนเข้าใจและยอมรับ

คำเหน็บเจ็บๆ จากผู้นำชุมชนผิวสีเค้าบอกว่า “I’m more concerned about saving black lives.  When the activists are more concerned about saving black lives than black minks, let me know.” คงน่าจะชัดเจนพอที่จะทำให้คนรักสัตว์แหยงปล่อยให้วัฒนธรรมการสวมใส่ขนสัตว์มีต่อไปในสังคมที่ยังไม่สามารถสร้างความเสมอภาคให้เกิดขึ้นจริงๆ

PRESIDENT OF SANSIRI PLC

GRAPHIC DESIGNER

Related Articles

กระเพราไก่ Chicken Basil

เมื่อสงครามรัสเซีย-ยูเครน กระทบถึงข้าวไก่กะเพราของชาวบ้าน

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่เกิดขึ้นอีกฟากโลกหนึ่งส่งผลกระทบต่อดัชนีราคาอาหารทั่วโลก ทุกคนได้ผลกระทบไปกันหมด จากรายงานขององค์การอาหารและการเกษตร แห่งสหประชาชาติ หรือ FAO บอกว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาหารโลกพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเดือนมีนาคม แตะระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมา (FAO ก่อตั้งและเริ่มเก็บตัวเลขในปี 1990) เพราะรัสเซียและยูเครนเป็นผู้ผลิตข้าวสาลีกำส่วนแบ่ง 28% ของตลาดโลก ซึ่งหมายถึงวัตถุดิบที่นำมาทำขนมปัง แป้งโรตี แป้งนาน ฯลฯ ที่เป็นอาหารพื้นฐานของคนทั่วโลกขาดตลาด สำหรับน้ำมันดอกทานตะวันซึ่งเป็นน้ำมันพืชชนิดหนึ่งที่ทั่วโลกนิยมใช้ปรุงอาหาร

stop war peace now no war

เพศสภาพ สงคราม และสันติภาพ

มุสโสลินี เผด็จการฟาสซิสต์ชาวอิตาเลียนเคยกล่าวไว้ว่า “War is to men as maternity is to women” “สงครามเป็นเรื่องของผู้ชายฉันใด ความเป็นแม่ก็คือเรื่องของผู้หญิงฉันนั้น” แม้จะเป็นคำกล่าวที่นานมาแล้วแต่เชื่อสิครับว่าแนวคิดดังกล่าวยังแฝงตัวอยู่ในโลกปัจจุบันไม่ได้หายไปไหน ถึงโลกเราจะมีพลวัตรเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม ความคิด น้อมรับเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศและความหลากหลายมากขึ้น สงคราม ก็ยังเป็นหัวข้อที่เชื่อมโยงกับบุรุษเพศมากกว่าสตรีเพศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้อ่านลองพิจารณากรณีล่าสุดของสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนดูครับ

women stereotypes, gender bias, break the ice

“ความอคติด้วยเพราะเพศ” บทเรียนและตัวอย่างในอดีต กับความท้าทายสำหรับอนาคต

“รถคันนี้ขับไม่ได้เรื่องเลย เชื่อไหมว่าคนขับเป็นผู้หญิงแน่ๆ” เคยไหมครับที่ท่านผู้อ่านคิดแบบนี้เวลาเจอรถคันข้างหน้าทำเราหงุดหงิด หรือเวลาเลือกซื้อการ์ดวันเกิดให้ลูกหลานตัวเอง ผมเชื่อเลยครับว่าผู้อ่านต้องไม่เคยหาการ์ดรูปนักผจญภัย นักสำรวจที่เป็นเด็กผู้หญิง ใช่ครับ นี่คือเรื่องของ “ความอคติด้วยเพราะเพศ” หรือ Gender Bias ที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เราอยู่กับมันมานานมาก นานเสียจนเราไม่เคยคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญ ต้องยอมรับว่าเรื่อง Gender Bias หรือ Gender Stereotypes