thaileague

เคยสงสัยกันหรือปล่าวว่า ค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก มีมูลค่าเท่าไร

thaileague การพัฒนาฟุตบอลไทย

ท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษอยู่เป็นประจำทุกสัปดาห์ คงจะพอทราบบ้างว่าที่บ้านเค้าเพิ่งมีการประมูลลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฤดูกาล 2016-2019 เฉพาะในสหราชอาณาจักรกันไปเมื่อเดือนก่อนโดยท้ายสุดก็เป็นการแบ่งกันระหว่าง Sky และ British Telecom โดยหลักๆ จะถ่ายทาง Sky Sport และ British Telecom ได้บางนัด โดยตัวเลขค่าลิขสิทธิ์ที่ต้องจ่ายให้กับ EPL ในครั้งนี้มีมูลค่าสูงถึงกว่า 2 แสนล้านบาท ในระยะเวลา 3 ปีดังกล่าวทีเดียว

ครับไม่ได้หูฝาดครับ 2 แสนล้านบาท ถ้าถัวเฉลี่ยออกมาแล้วท่านผู้อ่านอย่าตกใจนะครับถ้าจะบอกว่าแต่ละแม็ทช์แข่งขันมีราคาอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาทครับ หารออกมาก็ได้ประมาณนาทีละ 5.5 ล้านบาท หรือถ้าหารต่อหัวนักฟุตบอลที่วิ่งอยู่ในสนาม 22 คนก็ตกคนละ 22.7 ล้านบาทต่อเกม นี่คือราคาของเกมกีฬาระดับรากหญ้าที่ได้รับความนิยมอันดับหนึ่งของโลกแต่ยังไม่จบเท่านี้ครับ ยังมีค่าลิขสิทธิ์ที่ทาง BBC ประมูลมาเฉพาะการเอาไฮไลต์มาฉายทางทีวีอีกที่ประมาณกว่า 9 พันล้านบาท และอย่าลืมนะครับค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดในประเทศอื่นๆ ยังไม่นับรวมอยู่ในตัวเลขที่กล่าวมาข้างต้นแต่อย่างใด

thaileague2

จากตัวเลขค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดปัจจุบัน สโมสรในพรีเมียร์ลีกจะได้เงินมาแบ่งกันปีละกว่า 75,000 ล้านบาท คิดเฉลี่ยง่ายๆ แบบยังไม่นับอันดับที่จบในแต่ละปีก็ทีมละเกือบ 4 พันล้านบาท ได้ยินตัวเลขอย่างนี้ก็ไม่ต้องสงสัยครับว่าทำไมเวลาทีมตกชั้นทีก็จะเป็นจะตายเพราะส่วนแบ่งมันเยอะเหลือเกิน

นอกจากแบ่งให้ทีมแล้ว เงินที่ได้จากการขายลิขสิทธิ์บางส่วนประมาณ 12,000 ล้านบาทก็จะถูกนำไปใช้เพื่อสังคมเช่นการสร้างสนามฟุตบอลเพิ่มในชุมชนต่างๆ การสนับสนุนเยาวชนและก็มีบางส่วนที่แบ่งให้ทีมในลีกระดับล่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพฟุตบอลในภาพรวมด้วย

ฟังดูแล้วก็อิจฉานะครับสำหรับวงการฟุตบอลไทยของเราที่เพิ่มเริ่มตั้งไข่แบบมืออาชีพกันได้ไม่นาน แต่ก็นับว่าไม่เลวทีเดียวที่สร้างความนิยมขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วและเริ่มเห็นความสำเร็จทั้งในเชิงพาณิชย์ที่มีการประมูลลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดกันเป็นหลักร้อยล้านพันล้านกันแล้ว บรรดาสปอนเซอร์ให้ความสนใจสนับสนุนกันมากขึ้นทั้งหวังผลในระยะสั้นและทุ่มเทเพื่อช่วยสร้างรากฐานในระยะยาว

thaileague3

แต่มาถึงจุดๆ หนึ่งผมเชื่อว่าความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ไม่ได้สร้างศรัทธาอย่างยั่งยืนในใจของแฟนฟุตบอลครับ แต่เป็นเรื่องเดิมๆ ที่เราเคยได้ยินได้ฟังและรับรู้ผ่านสื่อและปากต่อปาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาตรฐานกรรมการผู้ตัดสินที่อาจจะยังไม่ได้รับการพัฒนาหรือวางระบบสนับสนุนให้เท่าเทียมกับสิ่งที่แต่ละสโมสรลงทุนในการสร้างผู้เล่นและทีม รวมถึงปัญหาหลังฉากแต่สำคัญยิ่งกว่าอื่นใด ก็คือเรื่องของการแบ่งขั้ว ฝ่าย พรรคพวก ที่เกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้ใหญ่ในวงการทุกคนต้องหันหน้าเข้าหากันและร่วมกันแก้ปัญหาอย่างจริงจังและมีจุดหมายอันเดียวกันคือสร้างให้วงการฟุตบอลไทยพัฒนาไปให้ไกลที่สุดถ้าทำได้เชื่อเลยครับว่าวงการฟุตบอลเราไปได้อีกไกล

 

Related Articles

stop war peace now no war

เพศสภาพ สงคราม และสันติภาพ

มุสโสลินี เผด็จการฟาสซิสต์ชาวอิตาเลียนเคยกล่าวไว้ว่า “War is to men as maternity is to women” “สงครามเป็นเรื่องของผู้ชายฉันใด ความเป็นแม่ก็คือเรื่องของผู้หญิงฉันนั้น” แม้จะเป็นคำกล่าวที่นานมาแล้วแต่เชื่อสิครับว่าแนวคิดดังกล่าวยังแฝงตัวอยู่ในโลกปัจจุบันไม่ได้หายไปไหน ถึงโลกเราจะมีพลวัตรเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม ความคิด น้อมรับเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศและความหลากหลายมากขึ้น สงคราม ก็ยังเป็นหัวข้อที่เชื่อมโยงกับบุรุษเพศมากกว่าสตรีเพศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้อ่านลองพิจารณากรณีล่าสุดของสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนดูครับ

women stereotypes, gender bias, break the ice

“ความอคติด้วยเพราะเพศ” บทเรียนและตัวอย่างในอดีต กับความท้าทายสำหรับอนาคต

“รถคันนี้ขับไม่ได้เรื่องเลย เชื่อไหมว่าคนขับเป็นผู้หญิงแน่ๆ” เคยไหมครับที่ท่านผู้อ่านคิดแบบนี้เวลาเจอรถคันข้างหน้าทำเราหงุดหงิด หรือเวลาเลือกซื้อการ์ดวันเกิดให้ลูกหลานตัวเอง ผมเชื่อเลยครับว่าผู้อ่านต้องไม่เคยหาการ์ดรูปนักผจญภัย นักสำรวจที่เป็นเด็กผู้หญิง ใช่ครับ นี่คือเรื่องของ “ความอคติด้วยเพราะเพศ” หรือ Gender Bias ที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เราอยู่กับมันมานานมาก นานเสียจนเราไม่เคยคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญ ต้องยอมรับว่าเรื่อง Gender Bias หรือ Gender Stereotypes

zero dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน

วิกฤติความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ของเด็กไทย

การศึกษาเป็นต้นทุนของชีวิตที่สำคัญของเด็กๆ และเชื่อว่าผู้ปกครองทุกคนคงพยายามหาทางเลือกในการศึกษาที่เหมาะสมกับกับบุตรหลาน ซึ่งมีตัวเลือกมากมาย จะเป็นโรงเรียนสหศึกษา โรงเรียนคริสต์ โรงเรียนพุทธ โรงเรียนนานาชาติที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด หลายครอบครัวกังวลว่าส่งบุตรหลานไปเรียนที่นี่แล้วจะเก่งไหม มีสังคมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมไหม ฯลฯ ยิ่งช่วงโควิด แทนที่เด็กๆ จะได้ใช้เวลาอยู่กับคุณครู เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่โรงเรียน กลับกลายเป็นต้องนั่งเรียนออนไลน์ ผู้ปกครองหลายคนก็ค่อนข้างหนักใจ กลัวว่าการเรียนการสอนจะทำได้ไม่เต็มที่