The need to be rich and famous!

บทความในนิตยสาร The Economists ฉบับกลางเดือนมิถุนายนอันหนึ่งขึ้นต้นหัวเรื่องว่า “The Reticent Rich: Inside the secretive world of Germany’s business barons.” ทำให้ผมสะดุดตาเพราะปกติแล้วเมื่อเราพูดถึง “มหาเศรษฐี” หรือ billionaire ภาพที่ขึ้นมาในหัวมักจะเป็นสัญชาติอเมริกันเสียส่วนมาก หรือในฟากยุโรปก็น้อยครั้งที่เราจะนึกภาพมหาเศรษฐีจากเยอรมันนี เลยอยากรู้ว่าชีวิตพวกเค้าน่าสนใจแตกต่างจาก Jeff Bezos ของ Amazon หรือ Bernard Arnault ของ LVMH หรือ Larry Ellison ของ Oracle อย่างไร

อ่านดูได้มุมมองที่น่าสนใจสำหรับการ “แสดงตน” เป็นมหาเศรษฐีในสายตาสาธารณะชนสำหรับชนชาติเยอรมัน ชาติที่จะว่าไปแล้วเป็นเจ้าของแบรนด์รถยนต์ เครื่องมืออุตสาหกรรมหนัก ฟาร์มาซีระดับโลกหลายๆ แบรนด์ แต่ทำไมเราถึงไม่ค่อยรู้จักชื่อพวกเค้าเหล่านี้หรือเห็นหน้าค่าตาตามสื่อแต่อย่างใด

ปัจจัยแรกคือประเภทของธุรกิจที่มหาเศรษฐีเยอรมันเป็นเจ้าของมักจะไม่ใช่อุตสาหกรรมอะไรที่เป็น disruptive หรือน่าตื่นเต้นเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมแฟชั่น หรือ technology ที่ฟู่ฟ่ามีอะไรใหม่ๆ มาพูดเสมอๆ แต่เป็นธุรกิจดั้งเดิมเช่น retail ก่อสร้าง และอุตสาหกรรมการผลิต เติบโตต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่มี new business model หรือจำเป็นต้องหาเรื่องใหม่พูดกับนักลงทุนแต่อย่างใด การปรากฎตัวเพื่อป่าวประกาศเรื่องใหม่ๆ กับสาธารณะชนไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับพวกเค้า

แต่ปัจจัยที่น่าสนใจกว่ามีสองเรื่องคือ 1. วัฒนธรรมที่กลัวการเป็นเป้าของสังคมและถูกมองว่าเป็นคนรวยแบบไร้สาระ โดยเฉพาะในสังคมที่มีการแบ่งฝ่ายขวาและซ้ายจัดอย่างในยุโรป และ 2. ความเชื่อมโยงของประวัติศาสตร์ธุรกิจกับความโหดร้ายของยุคนาซี สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้เป็นสาเหตุให้หลายๆ ตระกูลของเศรษฐีเยอรมันไม่ค่อยเปิดเผยตัว บางตระกูลต้องการยกระดับความเป็นส่วนตัวถึงขนาดให้ทายาทรุ่น 2 รุ่น 3 ลงนามในสัตยาบรรณตอนบรรลุนิติภาวะว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงการปรากฎตัวในที่สาธารณะ จะไม่ให้สัมภาษณ์สื่อ และที่น่าจะโหดร้ายที่สุดสำหรับเด็กรุ่นใหม่ๆ ก็คือถึงขั้นห้ามใช้ social media กันเลยทีเดียว ต่างกับบรรดา socialite ฝั่งอเมริกันและของไทยเราอย่างสิ้นเชิงที่คงตีอกชกหัวตัวเองถ้าหากเจอสถานการณ์แบบนี้

พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ลองสังเกตุดูรอบๆ ตัวเราสิครับ คงไม่มีใครเถียงผมว่า social media กลายเป็น platform ที่ให้คนยุคนี้ใช้ “เปิดเผย โอ้อวด และ claim to fame” กันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นมหาเศรษฐีหรือคนธรรมดา จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม จากที่เมื่อก่อนบรรดาเศรษฐีและ socialite ไทยอาศัยหน้าสื่อนิตยสารและหนังสือพิมพ์หน้าสังคมในการเปิดตัวและโชว์ตัว ตอนนี้ใครๆ ก็ทำได้

อาการ FOMO หรือ Fear of Missing Out ที่เค้าว่ากันว่ามีอิทธิพลมากที่สุดกับกลุ่มคนรุ่น millennials เป็นความกลัวที่จะพลาดการได้รู้ได้เห็นกิจกรรมกิ๊บเก๋ที่คนอื่นๆ กำลังทำ ของเท่ๆ ฮิปๆ ที่คนอื่นใช้ อาหารอร่อยๆ ที่คนอื่นกินกันผ่านหน้าจอมือถือที่กลายเป็นอวัยวะหนึ่งของเราไปเสียแล้ว ส่งผลให้สมองเราประมวลผลสร้างเป็นความอยากไม่รู้จบ ใครทำอะไรที่ไหน เราต้องเห็นและเราต้องเป็นเช่นกัน

ทิ้งท้ายไว้ว่ามีรายงานฉบับหนึ่งทำโดยบริษัทการเงินระดับโลกอย่าง Charles Schwab เมื่อต้นปีเค้าบอกว่า มากกว่า 1 ใน 3 ของประชากรในสหรัฐฯ ยอมรับว่า social media มีอิทธิพลอย่างมากต่อรูปแบบการใช้เงินของพวกเค้า และเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้พวกเค้าใช้จ่ายเกินตัวอันเนื่องมาจากการเสพบรรดา post ต่างๆ ที่แวดวงคนรู้จักและคนที่เรา follow นำขึ้นเสนอสู่สาธารณะชน ผมว่าโลกเราคงมีความพอดีขึ้นอีกเยอะถ้าบรรดา social media platform ทั้งหลายพัฒนา AI หรือ algorithm ที่ฟิลเตอร์คอนเทนต์ประเภท claim to fame ออกไปจาก feed ของเรากันได้ครับ

PRESIDENT OF SANSIRI PLC

GRAPHIC DESIGNER

close

ฟรี eBook 10 เทคนิคแต่งบ้านให้ดูหรู โดยที่ไม่ต้องจ่ายแพงเกินไป

(เหมาะสำหรับเจ้าของบ้านมือใหม่!)