To tax or not to tax ?

ที่ประเทศอังกฤษตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงหาเสียงของตัวแทนจากพรรคอนุรักษนิยม 2 คน ที่จะมาเสียบเก้าอี้นายกฯ แทน นายบอริส จอห์นสัน ซึ่งประกาศลาออกไปเมื่อไม่นานมานี้

หนึ่งนโยบายหลักที่ทั้งนาง Liz Truss และ นาย Rishi Sunak ยกขึ้นมาถกเถียงกันเพื่อชิงคะแนนนิยมก็คือ เรื่องการปรับโครงสร้างภาษีนั่นเอง คนหนึ่งเสนอมาตรการลดภาษีทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาให้ต่ำลง ในขณะที่อีกคนหนึ่งบอกว่าการปรับลดภาษีอาจไม่ใช่ทางออกสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะยาว

ประเด็นภาษีนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจในบริบทของประเทศไทยด้วยเช่นกัน เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังครับ

จะเห็นว่านโยบายของรัฐบาลไทยช่วงที่ผ่านมาเน้นเรื่องของการอัดเม็ดเงินเข้าสู่กระเป๋าประชาชนเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายระยะสั้นเป็นระยะ ๆ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว แต่รัฐบาลควรต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมด้วย เรื่องของมาตรการที่จะสร้างงาน สร้างรายได้ในระยะยาว จำเป็นต้องวางแผนและดำเนินการอย่างรวดเร็ว

นอกเหนือไปจากการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจดั้งเดิมของประเทศแล้ว อย่าลืมนะครับว่า โลกปัจจุบันมีบริบทของเศรษฐกิจกระแสใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ อย่าง fintech หรือ healthtech ฯลฯ รวมถึงธุรกิจที่คำนึงถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้นด้วย ซึ่งจะละเลยไม่ได้ มิเช่นนั้นเราจะไปแข่งขันกับใครได้

ระบบเศรษฐกิจดั้งเดิมก็ต้องผลักดัน เศรษฐกิจกระแสใหม่ก็เป็นโอกาสอีก กิจกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องการกลไกและงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน เสริมศักยภาพแรงงาน ฯลฯ งบประมาณที่จะใช้ในการนี้ นอกจากการกู้แล้วก็ต้องมาจากการเก็บภาษี ซึ่งเป็นรายได้หลัก จริงไหมครับ ไม่งั้นเราคงแข่งขันกับคนอื่นไม่ไหว ผมถึงบอกว่าเรื่องของภาษี มีนัยสำคัญที่รัฐบาลต้องกลับมาพิจารณากันใหม่

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนก็พูดเสมอ ๆ ว่า ประเทศไทยมีรายได้จากภาษีต่ำมาก โดยเฉพาะถ้าเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากอัตราภาษีที่ต่ำเกินไป การลดหย่อนภาษี และการยกเว้นต่าง ๆ ทำให้เราไม่สามารถเก็บภาษีได้เต็มศักยภาพ

บางคนอาจมองว่าการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลก็ดีสิ เพราะจะได้ส่งเสริมการลงทุน ดึงดูดธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้เข้ามาในไทยมากขึ้น แต่ในฐานะคนทำธุรกิจเองอย่างผมกลับมองต่าง ผมเชื่อว่าธุรกิจจะอยากเข้ามาลงทุนในไทยไม่ใช่เพราะการปรับลดภาษี แต่เพราะเขาเห็นโอกาสของการเติบโตในอนาคต ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ระบบขนส่ง โทรคมนาคมพื้นฐานของรัฐบาล หรือนโยบายในการเพิ่มศักยภาพของแรงงานต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้รายได้จากภาษีมาขับเคลื่อนต่างหาก

นอกจากนี้แล้ว ประเทศไทยยังมีข้อยกเว้นต่าง ๆ ที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มคนรวยสุด ทั้ง ๆ ที่กลุ่มนี้ควรจะจ่ายภาษีมากกว่าคนปกติ เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เจ้าสัวที่ลงทุนเกี่ยวข้องกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือการโอนมรดกมูลค่าสูง ๆ ที่ได้รับการยกเว้นภาษีมรดก เป็นต้น

ไม่ว่าจะเป็นภาษีมรดก ภาษีความมั่งคั่ง ภาษีลาภลอย หรือภาษีคาร์บอน ล้วนแล้วแต่เป็น “low-hanging fruits” ที่รัฐบาลชุดนี้ควรจะผลักดันให้เกิด แต่จะด้วยความเชื่องช้าในการพิจารณาร่าง หรือความเกรงใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ใกล้ตัวคนออกนโยบายเอง ทำให้ภาษีพวกนี้ไม่ถูกนำมาพิจารณาบังคับใช้เสียที ดูตัวอย่างที่อังกฤษก็ได้ พอออกจากสหภาพยุโรป รัฐบาลเขาก็ประกาศยกเลิก VAT refund สำหรับนักท่องเที่ยว มีรายได้เพิ่มจากตรงนี้ แม้จะไม่ค่อยเป็นที่ถูกใจสำหรับนักธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะกลัวนักท่องเที่ยวหนีไปช็อปปิ้งที่อื่นหมด แต่ก็ต้องทำ

ผมมองว่ารัฐบาลชุดนี้มีวาระเหลืออีกประมาณ 8 เดือน ถือเป็นโอกาสดีที่จะรีบเร่งปรับโครงสร้างภาษีเพื่อเปิดทางและสร้างมาตรฐานในเรื่องการนำมาซึ่งรายได้ของรัฐที่มากขึ้นให้กับใครก็ตามที่มารับไม้ต่อสามารถเดินหน้าในเรื่องนี้ได้โดยไม่ต้องกังวล

เพราะสุดท้ายแล้ว “ภาษี” คือรายได้สำคัญที่ประเทศจำเป็นต้องใช้ในการผลักดันเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้

CEO OF SANSIRI PLC

Related Articles

มิติด้านสิ่งแวดล้อม ของ ESG กับภาคธุรกิจไทย

มิติด้านสิ่งแวดล้อม ของ ESG กับภาคธุรกิจไทย

แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน หรือ ESG ซึ่งย่อมาจาก environment (สิ่งแวดล้อม) social (สังคม) และ governance (บรรษัทภิบาล) ปัจจุบันได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางทั้งจากบริษัทจดทะเบียน นักลงทุน และผู้บริโภค จึงเป็นเรื่องที่ใครก็หลีกเลี่ยงไม่สนใจไม่ได้ในตอนนี้ จากทั้ง 3 มิติดังกล่าว นักวิเคราะห์บางคนบอกว่าถ้ามองในมุมที่จับต้องได้แล้ว มิติด้านสิ่งแวดล้อม

gun violence

When Business Kills

ประเทศสหรัฐอเมริกาถือเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่หลาย ๆ คนให้คุณค่าและมองว่าเป็นสังคมในอุดมคติ การเปิดเสรีนี้เองที่ทำให้ภาคธุรกิจของสหรัฐมีความหลากหลายและแข่งขันกันสูง แต่การที่มีเสรีภาพมากจนเกินไปอาจทำให้ความมั่งคั่งของธุรกิจบางประเภทกลายเป็นต้นตอของโรคร้ายที่ยังหาทางแก้ไม่ได้ ประเด็นนี้มีตัวอย่างชัดเจน คือ ธุรกิจค้าขายอาวุธปืนและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิแก่ชาวอเมริกันในการครอบครองปืนได้อย่างเสรี CNN รายงานว่า ตั้งแต่ต้นปีมานี้ในสหรัฐมีกรณีการกราดยิง (mass shooting) กว่า 246 กรณี ส่งผลให้มีคนถูกยิง 1,357 ราย เสียชีวิตถึง

ผู้นำต้องกล้าที่จะพูด เศรษฐา ทวีสิน แสนสิริ

ผู้นำต้องกล้าที่จะพูด อย่ากลัวดอกพิกุลจะร่วง

หลายคนเคยถามผมว่าในฐานะผู้นำขององค์กร ทำไมถึงเลือกที่จะใช้ Twitter ของตัวเองให้ความเห็นในเรื่องราวหลากหลาย ทั้งสังคม เศรษฐกิจ การเมืองบ้างประปราย ไม่ได้พูดเฉพาะเรื่องของธุรกิจตัวเองอย่างเดียว โดยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสอัพเดต พูดคุยกับทีมงานของบริษัทที่รับผิดชอบ Twitter ในไทยก็สอบถามเขามาตลอดนะครับว่ามีผู้นำองค์กรท่านอื่น ๆ หรือไม่ที่เลือกใช้ช่องทางนี้ในการสื่อสารเรื่องราวต่าง ๆ กับสังคมอย่างเปิดเผย แต่ทุกครั้งก็จะได้ฟีดแบ็กว่ายังมีน้อยมากสำหรับผู้บริหารในประเทศไทย ผมก็ไม่รู้ว่าคนอื่นที่ไม่ใช้เครื่องมือโซเชียลมีเดียออกมาแสดงความเห็นทางเศรษฐกิจ