When Business Kills

ประเทศสหรัฐอเมริกาถือเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่หลาย ๆ คนให้คุณค่าและมองว่าเป็นสังคมในอุดมคติ

การเปิดเสรีนี้เองที่ทำให้ภาคธุรกิจของสหรัฐมีความหลากหลายและแข่งขันกันสูง แต่การที่มีเสรีภาพมากจนเกินไปอาจทำให้ความมั่งคั่งของธุรกิจบางประเภทกลายเป็นต้นตอของโรคร้ายที่ยังหาทางแก้ไม่ได้ ประเด็นนี้มีตัวอย่างชัดเจน คือ ธุรกิจค้าขายอาวุธปืนและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิแก่ชาวอเมริกันในการครอบครองปืนได้อย่างเสรี

CNN รายงานว่า ตั้งแต่ต้นปีมานี้ในสหรัฐมีกรณีการกราดยิง (mass shooting) กว่า 246 กรณี ส่งผลให้มีคนถูกยิง 1,357 ราย เสียชีวิตถึง 278 ราย แต่ถ้านับตัวเลขผู้เสียชีวิตทุกรายการจากอาวุธปืนแล้วจะพุ่งขึ้นไปถึงกว่า 18,800 ราย (จากที่สถิติเก็บได้) ทำให้การเข้าถึงอาวุธปืนยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันว่าจะควบคุมอย่างไรให้รัดกุมกว่านี้

ลองหาข้อมูลดูจะพบว่าวัฒนธรรมการครอบครองอาวุธปืนของชาวอเมริกันเป็นผลมาจากการต่อสู้เพื่ออิสรภาพหลายร้อยปีก่อน ความขัดแย้งระหว่างชาวพื้นถิ่นต่างเผ่า มีการแย่งชิงทรัพยากร ดินแดน “อาวุธปืน” กลายเป็นสิ่งจำเป็น ส่งผลให้ชาวอเมริกันจำนวนมากมองว่า “การครอบครองปืนคือสิทธิเสรีภาพที่พวกเขามีตามกฎหมาย” มาแต่ไหนแต่ไร

และยังถูกนำมาอ้างอิงในบริบทจากที่ได้ศึกษาผมเข้าใจว่ากฎหมายรัฐบาลกลางสหรัฐระบุเอาไว้แค่ว่า ร้านขายอาวุธปืน (ที่มีใบอนุญาตถูกต้อง) ห้ามขายปืนพกให้แก่บุคคลที่อายุต่ำกว่า 21 ปี แต่สามารถขายปืนยาว (ไรเฟิล ลูกซอง) ให้บุคคลที่มีอายุอย่างน้อย 18 ปีได้ แต่หากเป็นบุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตสามารถขาย ส่งมอบ หรือโอนปืนยาวให้ใครก็ได้โดยไม่จำกัดอายุ (พ่อส่งต่อให้ลูก ฯลฯ)

เอาเป็นว่าการครอบครองอาวุธปืนมันช่างง่ายเสียเหลือเกิน ซึ่งถ้าเราเอาปัจจัย “วุฒิภาวะที่ยังต่ำ” ของเด็กวัยรุ่น บวกกับ “สื่อสังคมออนไลน์ที่เต็มไปด้วยความรุนแรง” และ “สภาพแรงกดดันทางสังคม” จะเห็นได้ว่ามีความเสี่ยงสูงมากที่จะกลายเป็นหายนะ

ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว ราคาของอาวุธปืนในสหรัฐเองก็ย่อมเยาลงมากด้วย แถมยิ่งตอนนี้บรรดาแพลตฟอร์ม “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” (buy now pay later) ที่กำลังได้รับความนิยมก็เข้ามาจับตลาดการซื้อขายอาวุธปืนด้วย ทำให้ผู้ซื้อสามารถแบ่งจ่ายงวดสินค้าในยอดที่เล็กลงได้โดยง่ายไม่ต้องพึ่งพาเครดิตเลยแม้แต่น้อย ทำให้อาวุธปืนกลายเป็นของที่เข้าถึงง่ายมากสำหรับทุก ๆ คน โดยสถิติเขาบอกว่าอเมริกามีสัดส่วนปืน 1 กระบอกต่อประชากร 1 คนเลยทีเดียว

การแก้ปัญหาที่ประเด็นกฎหมายว่าด้วย “สิทธิในการครอบครองอาวุธปืน” เป็นเรื่องที่น่าจะมีอุปสรรคทางด้านการเมืองและโดนต่อต้านว่าเป็นการลิดรอนสิทธิ ทางเลือกที่ดีกว่าน่าจะเป็นเรื่องการเชื่อมโยงและประเมินข้อมูลด้านสังคมรายบุคคลแบบบูรณาการ เช่น ประวัติการใช้ความรุนแรง ข้อมูลปัญหาครอบครัว รายงานปัญหาภายในสถานศึกษา ฯลฯ เพื่อเอามาใช้เช็กประวัติผู้ที่ต้องการครอบครองอาวุธปืน นี่เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก

หรือไอเดียง่าย ๆ เช่น การประวิงเวลาในการครอบครองอาวุธ จ่ายเงินซื้อแล้วต้องรอ 2 สัปดาห์ก่อนที่จะได้รับอาวุธเพื่อที่ให้ผู้ซื้อได้ใช้เวลาไตร่ตรองหรือทำใจให้เย็นลง และทางผู้ขายมีโอกาสในการตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานศึกษา หน่วยงานทางด้านสวัสดิการ ฯลฯ เพื่อจัดกลุ่มบุคคลเป็นกลุ่มเฝ้าระวังและเข้าจัดการปัญหาที่ต้นเหตุ พวกนี้ผมก็ว่าช่วยได้และน่าจะได้รับการต่อต้านน้อยกว่าการที่จะไปแตะเรื่อง “สิทธิ” อันเป็นเหมือนการวิ่งชนกำแพงในประเทศที่เน้นเรื่องเสรีภาพอย่างอเมริกา

เรื่องนี้เป็นเพียงอีก 1 กรณีศึกษาที่ดีสำหรับเรา เมื่อใดที่สังคมหย่อนเรื่องมนุษยธรรม จริยธรรม ปล่อยให้แรงกดดันทางธุรกิจบิดเบือนกฎเกณฑ์ให้หละหลวมและมีช่องโหว่ เมื่อนั้นแหละครับที่ความหายนะทางสังคมจะเกิดขึ้น

CEO OF SANSIRI PLC

Related Articles

tax, ภาษี

To tax or not to tax ?

ที่ประเทศอังกฤษตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงหาเสียงของตัวแทนจากพรรคอนุรักษนิยม 2 คน ที่จะมาเสียบเก้าอี้นายกฯ แทน นายบอริส จอห์นสัน ซึ่งประกาศลาออกไปเมื่อไม่นานมานี้ หนึ่งนโยบายหลักที่ทั้งนาง Liz Truss และ นาย Rishi Sunak ยกขึ้นมาถกเถียงกันเพื่อชิงคะแนนนิยมก็คือ เรื่องการปรับโครงสร้างภาษีนั่นเอง คนหนึ่งเสนอมาตรการลดภาษีทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาให้ต่ำลง ในขณะที่อีกคนหนึ่งบอกว่าการปรับลดภาษีอาจไม่ใช่ทางออกสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะยาว ประเด็นภาษีนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจในบริบทของประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ผู้นำต้องกล้าที่จะพูด เศรษฐา ทวีสิน แสนสิริ

ผู้นำต้องกล้าที่จะพูด อย่ากลัวดอกพิกุลจะร่วง

หลายคนเคยถามผมว่าในฐานะผู้นำขององค์กร ทำไมถึงเลือกที่จะใช้ Twitter ของตัวเองให้ความเห็นในเรื่องราวหลากหลาย ทั้งสังคม เศรษฐกิจ การเมืองบ้างประปราย ไม่ได้พูดเฉพาะเรื่องของธุรกิจตัวเองอย่างเดียว โดยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสอัพเดต พูดคุยกับทีมงานของบริษัทที่รับผิดชอบ Twitter ในไทยก็สอบถามเขามาตลอดนะครับว่ามีผู้นำองค์กรท่านอื่น ๆ หรือไม่ที่เลือกใช้ช่องทางนี้ในการสื่อสารเรื่องราวต่าง ๆ กับสังคมอย่างเปิดเผย แต่ทุกครั้งก็จะได้ฟีดแบ็กว่ายังมีน้อยมากสำหรับผู้บริหารในประเทศไทย ผมก็ไม่รู้ว่าคนอื่นที่ไม่ใช้เครื่องมือโซเชียลมีเดียออกมาแสดงความเห็นทางเศรษฐกิจ

กระเพราไก่ Chicken Basil

เมื่อสงครามรัสเซีย-ยูเครน กระทบถึงข้าวไก่กะเพราของชาวบ้าน

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่เกิดขึ้นอีกฟากโลกหนึ่งส่งผลกระทบต่อดัชนีราคาอาหารทั่วโลก ทุกคนได้ผลกระทบไปกันหมด จากรายงานขององค์การอาหารและการเกษตร แห่งสหประชาชาติ หรือ FAO บอกว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาหารโลกพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเดือนมีนาคม แตะระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมา (FAO ก่อตั้งและเริ่มเก็บตัวเลขในปี 1990) เพราะรัสเซียและยูเครนเป็นผู้ผลิตข้าวสาลีกำส่วนแบ่ง 28% ของตลาดโลก ซึ่งหมายถึงวัตถุดิบที่นำมาทำขนมปัง แป้งโรตี แป้งนาน ฯลฯ ที่เป็นอาหารพื้นฐานของคนทั่วโลกขาดตลาด สำหรับน้ำมันดอกทานตะวันซึ่งเป็นน้ำมันพืชชนิดหนึ่งที่ทั่วโลกนิยมใช้ปรุงอาหาร