Doomscrolling
ชาว Digital Native
ไถฟีดก่อนนอน นอนหลับยากจริงหรือคิดไปเอง?

ชาว Digital Native ไถฟีดก่อนนอน
นอนหลับยากจริงหรือคิดไปเอง?

เคยเป็นไหม? โอ๊ยง่วงมากๆ แต่ทำไมข่มตาหลับไม่ได้สักที

เมื่อนอนไม่หลับสักทีเราจึงไถฟีดโซเชียลมีเดียไปเรื่อยๆ คิดว่าเดี๋ยวง่วงก็หลับไปเอง แต่ทุกคนรู้ไหมว่าแท้จริงแล้วไม่ใช่แบบนั้น เพราะยิ่งไถฟีดโซเชียลไปเรื่อยๆ เรายิ่งจะนอนไม่หลับ โดยพฤติกรรมที่กล่าวมาข้างต้นทางจิตวิทยามีชื่อเรียกว่า “Revenge Bedtime Procrastination” หรือ “การผัดวันประกันพรุ่งไม่ยอมนอน”

เว็บไซต์ Harvard Health Publishing ได้ระบุว่าจากการวิจัยตัวการสำคัญที่สุดที่ทำให้คนยุคนี้นอนไม่หลับนั่นคือ “การใช้สมาร์ทโฟน” คนที่มีพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่งไม่ยอมนอน จะใช้สมาร์ทโฟนก่อนนอนเฉลี่ยประมาณวันละ 80 นาที ในขณะที่คนที่ไม่มีพฤติกรรมดังกล่าวจะใช้สมาร์ทโฟนก่อนนอนเฉลี่ยเพียงแค่วันละ 18 นาทีเท่านั้น

จึงจะเห็นได้ว่าการไถฟีดไปเรื่อยๆ แย่งเวลาที่เราควรจะได้นอนพักผ่อน เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจของตัวเอง ซึ่งทำให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิต

วันนี้ Mental Life by Chanisara จะชวนชาว Digital Native ไถฟีดก่อนนอนไปหาคำตอบกันว่าทำไมการไถฟีดถึงทำให้เรานอนไม่หลับกันค่ะ

ไถฟีดแล้วทำไมนอนไม่หลับ

เมื่อเราไถฟีดมือถือก่อนนอน สมองของเราจะนึกว่าขณะนี้เป็นตอนกลางวัน

เพราะมือถือจะปล่อยแสงสีฟ้าออกมา แสงสีฟ้าจะไปกดการหลั่งของเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับ ทำให้เราไม่อยากนอนตอนกลางคืน

รวมถึงเนื้อหาที่ดูก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนที่ไถฟีดนอนไม่หลับ การที่เราไถฟีดไปเรื่อยๆ สมองของเราจะหลั่งโดปามีน เพราะสมองจะคิดว่าฟีดต่อไปจะมีอะไรน่าสนใจนะ สมองจะตื่นตัวและทำงานหนักส่งผลให้เราไม่รู้สึกง่วงนอนและหลับยากขึ้นนั่นเองค่ะ

เมื่อการไถฟีดส่งผลต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด

การไถฟีดส่งผลกระทบต่อการนอน ทำให้เรานอนไม่หลับ เมื่อเรานอนไม่พอ จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคอื่นๆ ตามมา เช่น การเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ

หรือส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและสมองทำให้ประสิทธิภาพในการคิดและการตัดสินใจลดลง รวมถึงการนอนไม่พอทำให้สภาพจิตใจของเราแย่ลง ทำให้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคซึมเศร้าได้นั่นเองค่ะ

วัยรุ่นกับผู้ใหญ่ได้รับผลกระทบจากการไถฟีดไม่เท่ากันการที่วัยรุ่นกับผู้ใหญ่ชอบไถฟีดก่อนนอนเหมือนกัน แต่ทุกคนรู้ไหมว่าผลกระทบจากการไถฟีดไม่เท่ากัน

จากการวิจัยเรื่อง The complex association between bedtime screen use and adult sleep health ของศาสตราจารย์ Colleen Carney Toronto Metropolitan University ที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Sleep Health ในประเทศแคนาดา

เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2025 ได้ระบุว่า ดวงตาของวัยรุ่นจะรับแสงสีฟ้าไวกว่าผู้ใหญ่ แสงสีฟ้าจึงไปรบกวนการทำงานของสมองและฮอร์โมนเมลาโทนินทำให้นอนหลับยากขึ้น เพราะเมื่อเราโตขึ้นดวงตาจะไวต่อแสงสีฟ้าน้อยลง นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมวัยรุ่นถึงได้รับผลกระทบต่อแสงสีฟ้ามากกว่าผู้ใหญ่ค่ะ

แต่ไม่ใช่ว่าผู้ใหญ่จะไม่ได้รับผลกระทบนะคะ ผู้ใหญ่จะได้รับผลกระทบจากการไถฟีดดูเนื้อหาก่อนนอน เช่น เนื้อหาที่มีผลกระทบต่อจิตใจรุนแรง ทำให้นอนไม่หลับนั่นเองค่ะ

4 วิธีเลิกไถฟีดทวงคืนเวลานอน

1. ต้องอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้กลายเป็นคนที่ดีขึ้น เลิกไถฟีดก่อนนอนเพื่อไม่ให้รู้สึกเพลียในเช้าวันใหม่

2. ตั้งเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง อาจไม่ใช่การหักดิบไปเลย แต่อาจจะลดลง 15-30 นาที แล้วค่อยลดเวลาเล่นลงเรื่อยๆ

3. อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้หลับ ปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อกับการนอน เช่น เปิดเพลง Deep Sleep ปิดผ้าม่านและอื่นๆ อีกมากมาย

4. มีวินัยกับตัวเองถึงเวลาที่ต้องนอน ก็ต้องปิดไฟ ปิดมือถือทำให้ตัวเองนอนหลับ

การไถฟีดก่อนนอน
ส่งผลให้นอนหลับยากและยังส่งผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด
ฉะนั้น ชาว Digital Native เรามาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนเพื่อสุขภาพร่างกายของเรากันเถอะ


source

https://www.health.harvard.edu/blog/dont-want-to-go-to-bed-dealing-with-bedtime-procrastination-202212122865

https://healthatwork.in.th/blog/revenge-bedtime-procrastination-and-insomnia/

https://today.line.me/th/v3/article/1Dn87K2

Related Articles

ชวนทำความรู้จัก “KINTSUGI” ศิลปะการยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต

ชวนทำความรู้จัก “KINTSUGI” ศิลปะการยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต ท่ามกลางรอยแตกร้าว จะมีสิ่งดีๆ ซ่อนอยู่ได้อย่างไร? มนุษย์แทบทุกคนต้องการความสมบูรณ์แบบในชีวิต และมองว่าชีวิตที่ดีที่สุดจะต้องมีรอยร้าวหรือบาดแผลให้น้อยที่สุด แต่กลับลืมมองไปว่า บาดแผลที่เกิดขึ้นในชีวิตอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ใครบางคนเติบโต เข้มแข็ง และใช้ชีวิตเดินต่อไปได้ เหมือนดั่งปรัชญาของชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า “KINTSUGI” หรือการยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิตเป็นศิลปะการซ่อมแซมเซรามิกด้วยการประสานโลหะสีทอง หรือ สีเงิน เพื่อให้เห็นรอยแตกร้าวที่ชัดเจน ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่นที่เชื่อว่า รอยแตกร้าวในชีวิตไม่ใช่สิ่งปกปิด

การมีบ้านที่ถูกใจสักหลัง จะทำให้ชีวิตคุ้มค่าและเบาลงได้อย่างไร?

การมี “บ้าน” สักหลังเป็นของตัวเอง…น่าจะเป็นความฝันของใครหลายคนใช่ไหมคะ? เพราะบ้านคือพื้นที่ที่แสดงถึงตัวตน ความมั่นคง และความปลอดภัย เป็นพื้นที่พักผ่อนทางกายและใจที่ช่วยเบาความวุ่นวายจากโลกภายนอก สอดคล้องกับทฤษฎี “Ontological Security” ที่พูดถึงความรู้สึกมั่นคงเมื่อได้ครอบครองพื้นที่ที่สามารถควบคุมได้และสื่อถึงตัวตนอย่างแท้จริงของเรา “Home is where we belong” อาจเป็นประโยคที่สื่อให้เห็นภาพของ “บ้าน” ซึ่งเป็นที่พำนักที่ปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจ ดังนั้น

เคยไหม? เสียดายของที่ไม่ได้ใช้ แต่ก็ทำใจทิ้งไม่ลง

เคยไหม? เสียดายของที่ไม่ได้ใช้ แต่ก็ทำใจทิ้งไม่ลง ทำความรู้จัก Extended Self Theory ใครเคยมีของที่ไม่ได้ใช้นานมากแล้วหรือของที่ใช้ได้ครั้งเดียว แต่ทิ้งของเหล่านั้นไม่ลง เพราะเสียดายกันบ้างคะ? ของเล่นชิ้นโปรด ตั๋วคอนเสิร์ต ตั๋วเครื่องบินทริปแห่งความทรงจำ เสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่แล้ว หรือของที่ไม่ได้ใช้แล้ว แต่ยังคงเก็บไว้ในลิ้นชัก และอีกมากมาย เพราะมนุษย์เราไม่ได้นิยามความเป็นเจ้าของผ่านร่างกายหรือความคิดเท่านั้น แต่เรานิยามความเป็นเจ้าของผ่าน “ความสัมพันธ์และสิ่งของ”