เลือกโรงแรมให้เหมือนเลือกเพื่อน! รีวิวโรงแรม The Standard East Village VS The Standard High Line

ตั้งแต่เขียนบทความมา ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนเขียน introduction ย่อหน้าแรก แล้วลบทิ้งใหม่อยู่หลายรอบ หรือไม่ก็นั่งหน้างงๆ เหวอๆ อยู่หน้าจอจนเวลาผ่านไปหลายวัน (ใช่! หลายวัน จนเลยกำหนด deadline) แต่อย่างที่รู้กัน นี่ไม่ใช่ปัญหาใหม่ของนักเขียน แต่อาจเป็นเพราะผู้เขียนได้ตั้งข้อจำกัดให้ตัวเองหลายๆ อย่างคือ

– ต้องเขียนเปรียบเทียบโรงแรมเครือ The Standard ในนิวยอร์คทั้ง 2 แห่ง กับคาแรคเตอร์ของเพื่อนที่เราพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน เพราะสำหรับคอโรงแรมแล้ว คาแรคเตอร์ของโรงแรมนั้นเป็นเรื่องสำคัญ และสามารถใช้วัดอะไรหลายๆ อย่างได้  และไม่มีอะไรจะสะดวกไปกว่าการนำมาเทียบกับบุคลิกของคน

 

– ขึ้นชื่อว่ารีวิว แต่นี่คือรีวิวจากแบรนด์ แบบที่ถ้าลง Pantip ก็ต้องวงเล็บกระทู้ไว้หน้ากระทู้ว่าเป็น [SR – Sponsored Review] คำถามต่างๆ จึงเกิดขึ้น เช่น คนจะเชื่อมากน้อยแค่ไหน? ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ต้อง “น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก” ต้องทำอย่างไร?

 

– The Standard เป็นโรงแรมที่เปรี้ยวเก๋ เป็นโรงแรมเซเล็บ ระดับที่ host after-party ให้กับดารา a-list ของสหรัฐอเมริกา หลังงาน Met Gala เกือบทุกปี สิ่งที่ตามมาคือ ควรจะทำให้งานรีวิวชิ้นนี้สวิงสวายไฮแฟชั่นด้วยหรือไม่?

 

– 1 คืนที่ The Standard East Village และอีกคืนที่ The Standard High Line เกิดขึ้นเมื่อกลางเดือนเมษายน 2019 นี่ก็จะสิ้นเดือนสิงหาคมแล้ว จากช่วงที่อากาศเย็นๆ ฝนตกนิดๆ จนใกล้จะหมดหน้าร้อน ความทรงจำเกี่ยวกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็จะหายไปตามอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น

เมื่อมีโจทย์หลักอยู่ในใจแบบนี้ “การพลิกแพลง” คือทางออก การสารภาพหรือ come clean แบบนี้จึงเกิดขึ้น ยิ่งอ่านบทสัมภาษณ์ล่าสุดของ ออกแบบชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง กับการเดินทางไปพัก The Standard ฝั่งลอนดอน เมื่อไม่นานนี้ ก็พบ Quote ที่ทีมงานคัดออกมา และน่าจะทำให้รีวิวชิ้นนี้เดินต่อไปได้ เพราะนอกจากจะสะท้อน Brand DNA ของ The Standard ได้แบบที่ออกแบบคงไม่ได้ตั้งใจแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ออกแบบวิธีการแก้ไขปัญหา และหลุดพ้นจากวังวนการคิดงานอย่างไม่น่าเชื่อ!

ข้อคิดการใช้ชีวิตโดย ออกแบบ – ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง

 

The Standard, East Village

เพื่อนต่างจังหวัด บ้านรวย เฉิ่ม แต่ไม่เชย

เพื่อนแบบ The Standard, East Village เป็นเพื่อนที่รุ่มรวยด้วยสไตล์และทรัพย์ เครื่องประดับหรือข้าวของที่เพื่อนคนนี้ใช้ เขาจะซื้อมาใช้เพราะมันแพงและดี ไม่ใช่เพราะต้องการอวด แต่เพื่อนคนนี้ต้องการสิ่งที่ทันสมัยและฮิปที่สุดในแต่ละ Category เพื่อนคนนี้ไม่ใช่ Trendsetter และไม่ต้องการให้ใครมาเป็นผู้ตาม แต่เป็นเพื่อนที่ยืนรอเรา เพื่อเดินเข้าโรงแรม เข้าร้านอาหารไปพร้อมๆ กัน เป็นเพื่อนที่อยู่ใกล้แล้วเราจะรู้สึกถึงความอุ่นเล็กๆ อยู่ตลอดเวลา เป็นเพื่อนที่มีทุกอย่างพร้อมกว่าใคร แต่ยัง Humble อยู่ในพื้นที่ของตัวเอง

มีร้านอาหารหลายสัญชาติล้อมรอบโรงแรม The Standard, East Village ส่วนหมุดสีแดงคือ ร้านอาหารเกาหลีที่เราพูดถึง

Location: ถ้าจับไปเทียบกับ The Standard, High Line ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับ “The High Line” สะพานสาธารณะที่พัฒนามาจากทางรถไฟเก่า หรือเพียง 8 นาทีจาก Hudson Yards ที่กำลังเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ ก็จะทำให้ East Village นั้นดูตัวเล็กน่ารักลงไปทันที เมื่อหาข้อมูลจากเพื่อนนิวยอร์กเกอร์เพิ่มขึ้นอีกนิด ก็ได้นิยามของ East Village มาว่าเป็นย่านคนฮิป ย่านที่อยู่อาศัยใหม่ เป็นย่าน New Money แบบที่ขออนุญาตทึกทักเอาเองว่าคงคล้ายกับการมาของย่านอารีย์เมื่อปีสองปีก่อน East Village เต็มไปด้วยร้านอาหารบูทีคที่ทั้งขึ้นชื่อและไม่ขึ้นชื่อ แต่รสชาติอร่อยและร้านน่านั่ง โดยเฉพาะร้านอาหารเกาหลีที่ผู้เขียนได้ไปลองในช่วงกลางวัน เป็นช่วงที่หลายร้านจะนั่งตบยุงรอลูกค้าเป็นธรรมดา แต่รสชาติอร่อยเกินงาม จนกลายเป็น Wish List สำหรับทริปต่อไปเรียบร้อยแล้ว

Room: ห้องนอนมีทุกตามมาตรฐานที่โรงแรมคืนละหมื่นบาทอัพควรจะมี ทั้งวิวตึก Chrysler เตียงดูดวิญญาณ ลำโพงบลูทูธ แต่ที่หักมุมสุดคือ ระบบ Heated Floor ในห้องน้ำ ที่ Paige Siegwardt, Guest Experience Director กล่าวเอาไว้ว่า “ฉันก็ไม่เคยรู้หรอกนะว่ามันจำเป็น จนได้มาทำงานที่นี่ นี่ยังเคยเปรยๆ กับแฟนเลยว่าที่ห้องของเราก็น่าจะมีพื้นแบบนี้ในห้องน้ำบ้างนะ”

**อย่าเพิ่งตกใจกับราคา เพราะบางช่วงราคาต่อคืนอยู่ที่ 7,000-8,000 บาท ยิ่งถ้าหาโปรโมชั่นดีๆ บวกกับค่าเงินบาทที่แข็งอยู่ช่วงนี้ ยิ่งจะทำให้คุณสัมผัสประสบการณ์ 4 ดาวชิคๆ แบบ Sansiri Blog ได้ไม่ยาก แล้วยิ่งถ้าเป็นสมาชิกครอบครัวแสนสิริ ยิ่งเป็นลม เพราะตอนนี้ Sansiri Family มีส่วนลดให้สูงสุดถึง 30% คลิก

Hospitality: “ดีจนเกรงใจเลยอ่ะ” นี่คือความคิดในหัวของผู้เขียน หลังจากได้รับการต้อนรับจาก Front Desk และพนักงานทุกระดับ ทุกภาคส่วน อย่างดี ราวกับเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ที่ยกให้ดีที่สุดก็คือ Bell Boy ทั้งรอยยิ้ม ความช่วยเหลือ การถามไถ่ ที่ถึงเราไม่ได้ต้องการความช่วยเหลืออะไร ก็อยากจะเดินเข้าไปให้ทิปส์ซัก 5 เหรียญ 10 เหรียญทุกครั้งที่เดินผ่าน

Breakfast: เป็นจุดที่ต้องแจ้งเตือนมากที่สุด เพราะเซ็ตอาหารเช้าที่นี่จะแตกต่างจากความคาดหวังของกลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศโลกที่สามอย่างเราๆ ท่านๆ อย่าคาดหวังมหกรรมงานไข่ โจ๊ก ข้าวต้ม แฮม ไส้กรอก หรืออาหารจานหนัก แต่ The Standard, East Village จะประโคมขนมปัง ผลไม้ ให้เราเป็นการตอบแทน เป็นมื้อเช้าที่จะทำให้กระเพราะอาหารและลำไส้ของเราร่าเริง หลังจากรับศึกหนักจากดินเนอร์คืนก่อน

 

The Standard, High Line

#เพื่อนฉันเป็นคนดี

เพื่อนแบบ The Standard, High Line เป็นเพื่อนแนว stereotype แบบเด็กอักษรฯ จุฬาฯ แต่ให้นึกถึงกลุ่มที่ไม่ใช่แค่เรียนเด่นอย่างเดียว แต่ยังแต่งตัวเก่ง เปรี้ยว เป็นแก๊งลีดคณะ ลีดจุฬาฯ จนเรารู้สึกเกร็งที่จะเข้าใกล้ แต่เราก็ยังอยากเป็นเพื่อนกับเขาเหล่านี้นะ เพราะถ้าวันดีคืนดีได้ชักภาพร่วมเฟรมกับเพื่อนกลุ่มนี้ Status ของเราจะขยับไปอีกระดับ บางทีเพื่อนคนนี้ก็ Go Too Far ในด้านความเฟียร์ซ จนหลายคนอาจมองว่าไม่เป็นมิตร แต่เราก็จะปกป้องว่า Don’t Judge a Book by Its Cover แล้วตบท้ายด้วยประโยคที่ว่า “เพื่อนฉันเป็นคนดี”


Location: “โอ้โห! โอ้โห! และโอ้โห!” เป็นโลเคชั่นที่สามารถปลุกทุกกิเลสด้านการช้อปปิ้งได้อย่างเกินความจำเป็น ทั้งช้อป Samsung ฝั่งตรงข้าม,  Apple Store – Sephora – L’Occitane – Anthropologie  ที่กระจายตัวอยู่คนละบล็อคถัดไป ไหนจะ Chelsea Market และ Starbucks Reserve New York Roastery ที่เดินเพียง 4 นาทีถึง เรียกได้ว่าเป็นอีก 1 ย่านที่เหมาะกับคนซึ่งมาเที่ยวนิวยอร์คเป็นครั้งแรกและต้องการเห็นสัมผัสความเป็นมหานครของเมืองแห่งนี้

Starbucks Reserve New York Roastery แห่งเดียวในนิวยอร์ค
Starbucks Reserve New York Roastery ขายตั้งแต่กาแฟ เบเกอรี่ ไปจนเสื้อผ้า นาฬิกา และของที่ระลึกต่างๆ กับพื้นที่ใหญ่โตถึง 3 ชั้น

Room: เรียกได้ว่าสำหรับคืนนี้ที่นิวยอร์ค เราได้ใช้แต้มบุญหมดไปกับห้องที่ The Standard, High Line ห้องนี้เรียบร้อยแล้ว เพราะได้อัพเกรดจาก Deluxe Queen ไปยัง Corner King ซึ่งเป็นห้องมุมที่ใหญ่มาก ใหญ่แบบมี Mini-Walk Way ไปยังส่วนต่างๆ เปิดเข้ามาก็จะเห็น Bathtub ตั้งตระหง่านอยู่มุมห้อง มีพื้นที่ให้เก็บกระเป๋าเดินทางได้เป็นสัดเป็นส่วน มีโต๊ะทำงานไว้นั่งเคลียร์อีเมลแบบเก๋ๆ ระบบเครื่องเสียงบลูทูธก็ยังใช้ง่ายและทำงานได้น่าประทับใจเหมือนเดิม  ทำให้ผู้เขียนเคลิ้มทิ้งตัวลงบนเตียงตั้งแต่บ่ายจนถึงค่ำ ข้ามทุกแผนที่วางไว้แบบไม่ได้ตั้งใจ งัดตัวเองขึ้นมาอีกทีก็เพื่อมื้อค่ำเป็นเนื้อสเต็กฉ่ำๆ ที่ The Standard Grill

Hospitality: สำหรับผู้เขียน ตรงนี้คือจุดพีคที่สุดสำหรับประสบการณ์การพักที่ The Standard เพราะนอกจาก Prosecco สปาร์คกลิ้งไวน์ที่ชิลล์มาเซอร์ไพรส์ตามใบสั่งของ Paige Siegwardt, Guest Experience Director แล้ว ยังมีเบียร์ยี่ห้อ Standard BrauHaus โดยโรงแรม The Sandard อีก 3 กระป๋อง มาเพิ่มให้เป็น Option เป็นลาเกอร์เบียร์ที่ถูกใจคอเบียร์ชาวไทยแบบเรา จนคิดว่าถ้าไม่กลัวกระป๋องแตกกลางทาง ก็อยากจะหอบมาให้พี่น้องเพื่อนฝูงที่เมืองไทยได้ชิมกัน

เบียร์ Standard BrauHaus

Breakfast: ถ้าเป็นการเข้าพักพร้อมอาหารเช้าของที่นี่ จะแตกต่างจากที่ East Village เพราะเราจะสามารถเลือกอะไรก็ได้ในเมนูอาหารเช้า แต่ทางโรงแรมจะมีวงเงินไว้ว่าจะต้องไม่เกิน XX USD (ขึ้นอยู่กับแพ็คเกจที่จองมา) ถ้าหากเกิน เราก็แค่จ่ายส่วนต่างตอนเช็คเอาท์ เท่านั้นเอง

The Standard Grill ที่เป็นทั้งห้องอาหารเช้า คาเฟ่ และร้านดินเนอร์สุดหรู

ผู้เขียนเลือกพักที่ The Standard, East Village และ The Standard, High Line เป็น 2 คืนสุดท้าย เพื่อปิดทริปเกือบ 3 สัปดาห์ที่นิวยอร์ค เป็น 2 คืนสุดท้ายหลังจากการผจญภัยในเมืองที่ไม่เคยหลับ เมืองแห่งสีสัน เมืองแห่งละครเวที เมืองที่ Jay Z และ Alicia Keys เปรียบไว้ในเพลง Empire State Of Mind ว่าเป็นป่าคอนกรีตที่เต็มไปด้วยความฝันและแสงไฟที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่ได้มาเหยียบย่ำตามตรอกวอกซอยของมหานครแห่งนี้ แต่อยากจะบอกทั้ง Jay Z และ Alicia Keys ไว้ว่า พวกเธอลืมใส่ชื่อโรงแรม The Standard เข้าไปด้วยนะ เพราะประสบการณ์ที่ได้รับจากทั้ง 2 ที่นั้นมัน Beyond มากจริงๆ

และไม่ว่าคุณจะเลือก East Village หรือ High Line ให้เป็น “เพื่อน” สำหรับการเติมเต็มประสบการณ์ในช่วงวันหยุดที่นิวยอร์ค อย่าลืมใช้ Global Privilege ส่วนลดค่าที่พักจาก Sansiri Family คลิก