You May Kiss The Pride
เมื่อรักไร้ข้อจำกัดทางเพศ

ความรักที่สวยงามและเบ่งบาน
คือ ความรักที่ได้รับการยอมรับอย่างไร้ข้อจำกัดทางเพศ

ความรักเป็นเรื่องที่พิเศษและมหัศจรรย์เสมอใช่ไหมล่ะค่ะ ความรักสามารถเกิดขึ้นกับทุกคนไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะความรักเป็นสิ่งที่งดงามเสมอ ความรักจึงไม่ควรมีกำแพงเรื่อง “เพศ” มาขวางกั้น ทุกคนรู้ไหมคะว่าการที่ LGBTQIA+ ถูกกีดกัน เลือกปฏิบัติ และไม่ถูกยอมรับจากครอบครัวและสังคมส่งผลต่อสภาพจิตใจของพวกเขาเป็นอย่างมาก บางคนอาจจะเกิดความเครียด กังวล คิดมาก ซึ่งคนที่สภาพจิตใจไม่แข็งแรงอาจจะทำให้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าได้เลยนะคะ 

หากทุกคนทำความเข้าใจ ยอมรับและไม่เลือกปฏิบัติจากหัวใจอย่างแท้จริง กลุ่มคน LGBTQIA+ จะรู้สึกมีความสุขกับการใช้ชีวิต ยิ้มได้อย่างเต็มภาคภูมิ มีเกียรติและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับทุกๆ คนในสังคม

ในสังคมปัจจุบันที่มีความหลากหลาย สังคมอาจจะกำหนดให้มีเพศหญิงกับเพศชายมาตั้งแต่กำเนิดแต่ในเรื่องของความชอบ ความรู้สึก หรืออัตลักษณ์ทางเพศ อาจจะมีมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็น เลสเบี้ยน เกย์ ไบเซ็กชวล ทรานส์เจนเดอร์ อินเตอร์เซ็กส์ เอเซ็กชวล ฯลฯ ทำให้ความรักก็มีความหลากหลายเช่นกัน และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความรักและการถูกเลือกปฏิบัติของกลุ่มคน LGBTQIA+ เป็นปัญหาที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจของพวกเขาอย่างมากเช่นกัน

วันนี้ Mental Life by Chanisara อยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจกับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ เข้าใจความรักของพวกเขาและยอมรับพวกเขาด้วยหัวใจที่แท้จริง รวมถึงอัปเดตสิทธิที่ทุกคนจะได้รับเมื่อกฎหมายการสมรสเท่าเทียมถูกบังคับใช้กันค่ะ

You May Kiss The Pride

“Love Wins” ถ้าถูกยอมรับความรักจะชนะ

หากพูดถึงความรัก ความรักเป็นเรื่องของความรู้สึก ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ดังที่กล่าวไปข้างต้น แต่ถ้าให้พูดถึงความรักของคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หลายคนก็อาจจะมองว่า เป็นเรื่องยากที่จะสมหวังและยากที่จะพบกับความรักที่แท้จริง แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป สังคมไทยเปิดรับ กลุ่มคน LGBTQIA+ มากขึ้น พวกเขาเปิดเผยตัวตนกันมากขึ้น เป็นตัวเองกันมากขึ้น คนที่มีความหลากหลายทางเพศไม่ต้องปิดบังตัวตนเหมือนในอดีต ทำให้คนที่มีความหลากหลายทางเพศกล้าที่จะแสดงความรักต่อกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น แต่ถ้าหากครอบครัวหรือสังคมที่พวกเขาอยู่ไม่ยอมรับ ความรักของพวกเขาก็อาจจะเป็นเรื่องยากและส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจของพวกเขาได้เช่นกัน 

เมื่อการถูกกีดกันส่งผลต่อจิตใจของ LGBTQIA+

เมื่อกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศไม่ถูกยอมรับ ถูกเลือกปฎิบัติ ถูกปฏิเสธจากคนในครอบครัว หรือถูกตีตราจากทางสังคม ทำให้กลุ่มคน LGBTQIA+ มีปัญหาทางสุขภาพจิตมากกว่าคนทั่วไป ส่งผลให้พวกเขามีภาวะความเครียดสูง หรือบางคนอาจจะมีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย  มีการวิจัยพบว่าผู้ชายที่มีความหลากหลายทางเพศมีภาวะซึมเศร้ามากกว่าผู้หญิงที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งในความคิดของเรามองว่า อาจจะเกิดมาจากหลายสาเหตุ เช่น ความคาดหวังจากสังคมและวัฒนธรรม  ในบ้านเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ผู้ชายมักจะถูกคาดหวังจากสังคมมากกว่าเพศหญิง การถูกเลือกปฏิบัติ การไม่ถูกยอมรับจากครอบครัว การถูกบูลลี่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของพวกเขาเป็นอย่างมาก

ถึงแม้ในปัจจุบันสังคมไทยจะเปิดกว้างและยอมรับคนที่มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น แต่ก็ยังปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีคนที่ยังไม่เข้าใจและยังเลือกปฎิบัติอยู่ รวมถึงการที่ LGBTQIA+ ไม่ถูกยอมรับจากครอบครัวหรือสังคมที่เขาอาศัยอยู่ มีส่วนทำให้ความรักของพวกเขาอาจเป็นไปได้ยาก แต่หากครอบครัวและสังคมเปิดใจยอมรับพวกเขาจะทำให้ LGBTQIA+ ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และความรักของพวกเขาจะไม่ถูกจำกัดอีกต่อไป ซึ่งเราเชื่อว่าสุขภาพจิตของพวกเขา จะดีขึ้นได้อย่างแน่นอนค่ะ

การต่อสู้เพื่อการถูกยอมรับของ LGBTQIA+

ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันจะเห็นได้ว่ากลุ่ม LGBTQIA+ ต่อสู้ เรียกร้องและพยายามแสดงออกเพื่อให้ทุกคนยอมรับ รวมถึงเรื่องความรักของพวกเขาด้วย ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามและไม่ควรมีใครมาตัดสินความรักของพวกเขา หากความรักของ LGBTQIA+ ถูกยอมรับด้วยความเต็มใจและไม่ถูกมองว่าเป็นเรื่องแปลกและแตกต่าง นั้นคือ “ความเท่าเทียม” ที่พวกเขาต้องการ หลายๆ คนจึงพยายามที่จะต่อสู้ให้เกิดการยอมรับในครอบครัวและสังคม รวมถึงเรียกร้องสิทธิ์ทางกฏหมายให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตในสังคมยังมั่นคงและเท่าเทียมกับทุกๆ คน โดยไม่ถูกแบ่งแยกและกีดกัน เลือกปฏิบัติ และได้ถูกเติมเต็มทางความรู้สึกทำให้ใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีความสุขนั่นเองค่ะ

เมื่อความรักต้องมาพร้อมกับกฎหมาย

ย้อนกลับไปกว่าหลายทศวรรษที่พวกเขาพยายามต่อสู้และเรียกร้องสิทธิให้กับตัวเองรวมถึงคนอื่นๆ ที่มีความหลากหลายทางเพศเช่นเดียวกัน ถึงแม้ในวันนี้สังคมไทยจะเปิดรับพวกเขามากยิ่งขึ้น แต่พวกเขายังรอวันที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมจะผ่านและถูกบังคับใช้อย่างแท้จริงเมื่อถึงวันนั้น การต่อสู้ก้าวข้ามผ่านสะพานสายรุ้งจะถึงปลายทางแห่งความสำเร็จ ดั่งที่กลุ่มคน LGBTQIA+ หวังและจะทำให้พวกเขารู้สึกว่าได้ใช้ชีวิตอย่างเท่าเทียมกับทุกคนในสังคมอย่างแท้จริงค่ะ 

เนเธอร์แลนด์ประเทศที่เป็นจุดเริ่มต้นของกฎหมายสมรสเท่าเทียมทั่วโลก

เราเล่าถึงเรื่องความรัก ปัญหาทางสุขภาพจิต และสิทธิที่พึ่งจะได้รับของ LGBTQIA+ ในประเทศไทยไปแล้ว เราจะเล่าถึงความรักและสิทธิทางกฎหมายของประเทศเนเธอร์แลนด์กันบ้าง ซึ่งเนเธอร์แลนด์ถือเป็นประเทศแรกของโลกที่ยอมให้คู่รักที่มีความหลากหลายทางเพศจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย คู่รัก LGBTQIA+ คู่แรก นั่นคือ คุณเกิร์ท คาสตีล และคุณดอล์ฟ ปาสเกอร์ ซึ่งการแต่งงานของพวกเขาทำให้เห็นว่า การใช้ชีวิตคู่ที่ถูกยอมรับทั้งจากสังคมและกฎหมายเป็นสิ่งที่สื่อให้เห็นถึงความเท่าเทียมอย่างแท้จริง และยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน
ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก และจะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีหลายๆ ประเทศที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม และประเทศไทยกำลังจะมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมตามมาใน เร็วๆ นี้ค่ะ

วิธีการ support จิตใจของผู้มีความหลากหลายทางเพศ

1. การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ

2. เคารพสิทธิ์ของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ

3.รับฟังผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วยความเห็นอกเห็นใจ 

4. สนับสนุนพวกเขาและเข้าใจความหลากหลายทางเพศยังแท้จริง

5. ปฏิบัติกับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศอย่างเท่าเทียมกับทุกๆ คนในสังคม 

6. การทำให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศเข้าถึงการบริการสุขภาพ

เมื่อรักเท่าเทียมอย่างแท้จริง

และแล้ววันที่เหล่า LGBTQIA+ รอคอยก็มาถึง วันที่สะพานสายรุ้ง เดินทางมาถึงปลายทางแห่งความสำเร็จ หลังจากวันที่ 24 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้หลังจากวันที่ได้มีการประกาศออกมา 120 วัน นั่นหมายความว่า กลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศจะสามารถแต่งงานได้อย่างถูกกฎหมาย ในวันที่ 8 มกราคม 2568  เป็นต้นไป ถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่ถูกใจใครหลายๆ คนแน่นอนค่ะ

นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่ประเทศไทยสามารถแต่งงานกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เพราะ ถือว่าสังคมไทยได้ยอมรับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศแล้ว พวกเขาจะได้รับสิทธิในการใช้ชีวิตคู่ตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม เราเชื่อว่าหลายคนจะรู้สึกดีใจและภูมิใจที่วันนี้ ประเทศไทยได้ก้าวผ่านกำแพงเรื่องเพศได้อย่างแท้จริง เพราะเราเชื่อเสมอว่า ความรักไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใครเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอ วันนี้ความรักของทุกคนจะผลิบานอย่างสวยงามและเรายังเชื่ออีกว่าทุกคนจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อย่างเต็มภาคภูมิค่ะ 

สิทธิที่ทุกคนต้องได้รับ หลังสมรสเท่าเทียมบังคับใช้

1. ทุกคนสามารถหมั้นและสมรสกันได้เมื่ออายุ 18 ปีบริบูรณ์ หากจะจดทะเบียนสมรสกัน จะต้องได้รับการยินยอมจากทั้งสองฝ่าย หากจะสมรสก่อนอายุ 18 ปีบริบูรณ์ ต้องได้รับคำสั่งจากศาลก่อน (แล้วแต่กรณี)

2. หากจะหมั้นและสมรสก่อนอายุ 20 ต้องได้รับการยินยอมจากพ่อแม่

3. สิทธิในการใช้นามสกุลของอีกฝ่าย

4. การหย่าจะต้องได้รับการยินยอมทั้งสองฝ่าย

5. สิทธิการรับมรดก

6. การยินยอมสิทธิในการรักษาพยาบาล

7. สิทธิในการเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ ในกรณีที่ศาลสั่งให้คู่สมรสคนใดคนหนึ่งเป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

8. สิทธิในการรับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้ หากจดทะเบียนสมรสแล้ว

9. สิทธิในการได้รับค่าเลี้ยงดู

10.สิทธิตามกฎหมายประกันสังคม

11. สิทธิประโยชน์ในภาษี

12. สิทธิในการสมรสกับชาวต่างชาติ แต่คู่สมรสยังไม่สามารถขอสัญชาติได้

ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใคร ดังนั้นทุกคนควรมีสิทธิที่จะรักอย่างเท่าเทียม จึงไม่ควรมีกำแพงเรื่อง “เพศ”
มาเป็นข้อจำกัด จะทำให้คนในสังคมจะมีความสุขและมีความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงค่ะ


Source 

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2062396

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC9893184/#CR118 

https://therapygroupdc.com/therapist-dc-blog/tips-to-support-lgbtq-mental-health/ 

 https://www.psy.chula.ac.th/th/feature-articles/gender-identity/ 

https://www.bbc.com/thai/articles/crl8d6x62wdo 

https://www.facebook.com/komchadluek/photos/

Related Articles

ChatGPT

ChatGPT AI ที่ไม่มีความรู้สึก แต่ปลอบโยนมนุษย์ให้สบายใจได้

ChatGPT พื้นที่ระบายความในใจโดยไม่ตัดสิน ถึงแม้ไม่มีความรู้สึก  แต่โอบกอดหัวใจทำให้มนุษย์รู้สึกดีขึ้นได้ ในปี 2025 ที่ AI เข้ามามีบทบาทในยุคปัจจุบัน AI ที่ทุกคนรู้จักอย่างแพร่หลายอย่าง ChatGPT ไม่ได้เป็นเพียงปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยผู้คนหาคำตอบ แต่หลายคนใช้ ChatGPT เพื่อพูดคุยเยียวยาจิตใจ เพราะคุยและตอบคำถามได้ดี เหมือนเวลาเราไปปรึกษาใครสักคนจริงๆ ChatGPT จึงเป็นเพื่อนคุยที่สามารถทำให้เราลดความเครียด

“Comfort Food” การกินอาหารเยียวยาจิตใจ ปลุกความสบายใจ เปิดประตูห้วงคำนึงแห่งความคิดถึง

 “Comfort Food” การกินอาหารเยียวยาจิตใจ ปลุกความสบายใจ เปิดประตูห้วงคำนึงแห่งความคิดถึง หลายคนคงเคยได้ยินคนบ่น เวลาเครียดว่า “ไปหาอะไรกินแก้เครียดดีกว่า” ทุกคนคิดว่าการกินเยียวยาจิตใจเราได้จริงไหมคะ? การที่เราได้กินของอร่อยหรือสิ่งที่เราชอบ ทำให้เรามีความสุขได้ แล้วการกินถือว่าเป็นการเยียวยาจิตใจได้อีกทางหนึ่ง โดยหลายคนเรียกกันว่า “Comfort Food” อาหารที่กินแล้วไม่ได้แค่ช่วยให้เราอิ่มท้อง แต่ยังช่วยให้เราเกิดความสบายใจและสามารถเติมเต็มความรู้สึกในหัวใจ สามารถเปิดประตูห้วงคำนึงแห่งความคิดถึง ความทรงจำที่งดงามในอดีต ที่ไม่ว่าเราจะรู้สึกเศร้า

Posting your achievements can show your effort

เพราะการโพสต์ความสำเร็จแสดงอาจถึงความภูมิใจและความพยายามของตัวเอง

การที่เราเดินถึงเป้าหมาย อาจไม่ได้แค่เป็นการแสดงถึงความสำเร็จ แต่แสดงถึงคุณค่า ความภูมิใจและความพยายามของตัวเอง  ในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ผู้คนจำนวนมากอยู่กับโลกโซเชียลมีเดียบ่อยกว่าการเจอหน้ากันเสียอีก เรามักจะเห็นผู้คนโพสต์สิ่งต่างๆ ลงบนโลกโซเชียล ไม่ว่าจะเป็นชีวิตประจำวันหรือการที่เราประสบความสำเร็จในเรื่องต่างๆ  ในยุคที่ใครต่อใครต่างพากันแชร์ความสำเร็จผ่านทางโลกโซเชียล ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความคิดในแง่บวกและแง่ลบ และเรามองว่า คำว่า “ความสำเร็จ” ของแต่ละคนก็ย่อมแตกต่างกันออกไป บางคนโพสต์ภาพบ้าน – คอนโดในฝันที่ตัวเองซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรง บางคนโพสต์ภาพรถใหม่ ที่เขาได้มาจากการทำงานอย่างหนัก