ความฝัน

ไขความลับ… “ความฝัน”
ทำนายอนาคต หรือแค่สมองล้า? 

ไขความลับ… “ความฝัน”
ทำนายอนาคต หรือแค่สมองล้า? 

ในหลายประเทศเชื่อว่าความฝัน อาจจะเป็นลางบอกเหตุ คำเตือนจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือสิ่งที่ทำนายอนาคตที่จะเกิดขึ้น เป็นสิ่งลึกลับในชีวิตที่เราต้องหาคำตอบ จึงมีการเขียนตำราคำทำนายฝันลงสมุดและตีความความฝัน เพื่อไขความลับจากเหตุการณ์ที่เราฝันถึง

ในทางวิทยาศาสตร์กลับพบว่าความฝันเป็นเรื่องของการทำงานที่เกี่ยวกับสมอง หลายคนอาจจะคิดว่าเวลาเรานอนหลับ คือเวลาที่สมองได้พักผ่อน แต่แท้จริงแล้ว เวลาที่เราพักผ่อน สมองของเรายังคงทำงานอยู่ทำให้เราเก็บไปฝันนั่นเองค่ะ

วันนี้ Mental Life by Chanisara จะพาทุกคนไขความลับ…ของ “ความฝัน”ทำนายอนาคต หรือแค่สมองล้ากันค่ะ

ความฝัน

การฝันทำนายอนาคตหรือแค่การทำงานของสมอง

การที่เรานอนหลับแล้วฝันไม่ใช่แค่ลางบอกเหตุหรือทำนายอนาคตอย่างที่หลายคนคิด แต่เป็นการทำงานของสมองในขณะหลับนั่นเองค่ะ

คนเราจะฝัน 3 – 6 ครั้งต่อหนึ่งคืน การฝันหนึ่งรอบจะใช้เวลาประมาณ 5 – 20 นาที แต่ที่เราจำความฝันของตัวเองไม่ได้ อาจเป็นเพราะสมองของเราจะหลงลืมความฝัน 95% หลังจากที่เราตื่นนอน รวมถึงผู้พิการทางสายตาตั้งแต่กำเนิดจะฝันไม่เห็นภาพ แต่จะรู้สึกด้วยสัมผัสอื่นๆ แทน เช่น เสียง กลิ่น สัมผัส  รส หรืออารมณ์

ความฝันจึงไม่ใช่เพียงแค่การทำนายอนาคตอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นการทำงานของสมองนั่นเองค่ะ

ความฝันกระจกสะท้อนความคิดในใจ

ความฝันไม่ใช่เรื่องไร้สาระ เพราะความฝันอาจเป็นกระจกสะท้อนความคิดหรือความวิตกกังวลในใจของเรา

ความฝันเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงของการนอน แต่โดยส่วนมากอาจเกิดจากระยะ REM (Rapid Eye Movement) สมองจะทำหน้าที่เหมือนตอนที่เราตื่นนอน แต่แท้จริงเราหลับอยู่ ซึ่งมี 4 ทฤษฎีที่อธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ว่า “ทำไมคนเราถึงฝัน?” ดังนี้

เก็บความทรงจำและเรียนรู้ – สมองจะเก็บประสบการณ์ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน เพื่อใช้ในการเรียนรู้ระยะยาว

จัดการอารมณ์ – สมองจะจัดการความวิตกกังวล ความกลัวที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ

ฝึกฝนสัญชาตญาณเอาตัวรอด – เป็นการจำลองเหตุการณ์การเอาตัวรอดของมนุษย์ในชีวิตจริง

เกิดจากการทำงานของสมองขณะนอนหลับ – ยังไม่มีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ว่าความฝันทำนายอนาคตได้

เมื่อความฝันคือการได้ปลดปล่อยความคิด

การที่คนเราฝัน คือ การปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมา เพราะในชีวิตจริงเราไม่อาจทำแบบนั้นได้ แต่ในความฝัน การทำงานของสมอง ที่เกี่ยวกับการตัดสินใจจะลดลง ทำให้เกิดภาพที่อาจจะอยู่ภายในจิตใต้สำนึกขึ้นมา เช่น ได้เผชิญกับความกลัว ได้เจอคนที่คิดถึง หรือได้พูดในสิ่งที่ไม่กล้าพูด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความฝันอาจจะไม่ใช่คำทำนายอนาคตเสมอไป แต่ความฝันอาจจะเป็นสิ่งเตือนใจ ให้เราคิด ระวังกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น และกล้าเผชิญหน้ากับชีวิตจริงค่ะ

ความฝันไม่ใช่เรื่องไร้สาระ…แต่ทำให้เราสามารถปลดปล่อยความคิด
และเป็นพื้นที่ปลอดภัยในหัวใจของเรา


https://www.medicalnewstoday.com/

https://www.verywellmind.com/ 

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC 

Related Articles

ชวนรู้จัก “Turtle Theory” เดินอย่างเชื่องช้า แต่ก้าวหน้าอย่างมั่นคง

ชวนรู้จัก “Turtle Theory” เดินอย่างเชื่องช้า แต่ก้าวหน้าอย่างมั่นคงสู่ความสำเร็จ ตอนเด็กๆ หลายคนคงเคยได้ยินนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่ากันใช่ไหมคะ ถึงเต่าจะเชื่องช้า แต่เขาไม่เคยหยุดเดิน จนเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ เช่นเดียวกับ “Turtle Theory” ในมุมที่เราจะสื่อถึงอาจไม่ใช่ทฤษฎีทางจิตวิทยาโดยตรง แต่เป็นสิ่งที่จะทำให้เราได้ค้นพบความหมายของชีวิต นั่นคือ การลองก้าวเดินอย่างช้าๆ ชะลอชีวิต ไม่ต้องไปโฟกัสว่าใครจะเดินเร็วกว่าเรา ซึ่งเป็นการลดความเครียดและปกป้องหัวใจของตัวเอง 

ไขข้อสงสัย ลืมของบ่อยๆ แค่ลืมหรือเสี่ยงอัลไซเมอร์กันแน่

ไขข้อสงสัย ลืมของบ่อยๆ  แค่ลืมหรือเสี่ยงอัลไซเมอร์กันแน่ เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมเราชอบลืมของบ่อยๆ เดียวลืมกระเป๋าสตางค์ เดี๋ยวลืมกุญแจรถ เดี๋ยวลืมแว่น หรือบางคนลืม Notebook ไว้ที่บ้านแล้วตัวเองมาทำงาน เพราะอะไรกันนะเราถึงได้ลืมของที่เราจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน  สำนักข่าว Times of India ได้ลงผลสำรวจที่มีชื่อว่า Average person forgets

Mom and kids… ทำไมแม่ถึงต้องคิดไปไกลเสมอ

แม่คิดเยอะเกินหรือกังวลมากไปรึเปล่า? ความรักของแม่ เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่เสมอ นั่นทำให้แม่อาจจะคิดไปไกลมากกว่าคนอื่นๆ หลายคนอาจจะพูดว่าแม่คิดมาก แต่แท้จริงแล้วแม่แค่คิดไปเผื่อวันข้างหน้า เพื่อให้ลูกเติบโตมาอย่างดีที่สุด จึงคิดไปไกลตั้งแต่อยู่ในท้องไม่ว่าจะเป็นลูกถนัดทางด้านไหน จะเรียนที่ไหน หรือเติบโตในสภาพแวดล้อมอย่างไรและอีกมากมาย การคิดมากของแม่เกิดจากกระบวนการในสมอง เพราะสมองถูกออกแบบมาให้คาดการณ์อนาคต โดยจำข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีตร่วมกับปัจจุบัน เตรียมร่างกายเพื่อระวังภัยในอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับลูกได้ เพื่อให้ลูกปลอดภัย เช่น แม่คิดว่าลูกจะหกล้ม ก็จะเอามือไปจับก่อนที่เหตุจะเกิดนั่นเองค่ะ  อย่างไรก็ตาม เราต้องเข้าใจว่าเราไม่อาจควบคุมทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้