การกลับบ้านช่วงเทศกาล….
สู่การรักษาใจที่จะทำให้หัวใจพองฟูอีกครั้ง

เมื่อถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ หลายคนกลับบ้านไปหาครอบครัว พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพราะเป็นช่วงที่หยุดยาว การกลับบ้านไม่ใช่แค่กลับไปยังสถานที่ที่คุ้นเคย แต่เป็นการกลับไปหาครอบครัว ไปหาอ้อมกอดที่แสนอบอุ่น ความทรงจำที่งดงาม รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ การกลับบ้านจึงเป็นการเยียวยาจิตใจที่สามารถทำให้หัวใจกลับมาพองฟูอีกครั้ง

“บ้าน” สำหรับใครหลายคนเป็นสถานที่ที่ทำให้ได้พักกายพักใจจากความเหนื่อยล้า ทำให้หัวใจที่ว่างเปล่าถูกเติมเต็มอีกครั้ง และการที่มีคนคอยซัพพอร์ตจิตใจเรา จะทำให้เราสามารถมองปัญหาได้อย่างเบาบางลง

จากงานวิจัยเรื่อง Stress, Social Support, and the Buffering Hypothesis ของ Sheldon Cohen & Wills ถูกตีพิมพ์ลงวารสาร Psychological Bulletin กล่าวว่า การมีคนซัพพอร์ตทางจิตใจสามารถช่วยคลายเครียดได้จริง

บ้านจึงอาจไม่ใช่แค่สถานที่แต่คือการกลับไปหาผู้คนที่รักเราอย่างแท้จริง ที่ที่เราไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา เป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ เป็นที่ที่เราสามารถพักพิงใจ และได้ชาร์จแบตหัวใจเพื่อกลับไปใช้ชีวิตในโลกที่แสนกว้างใหญ่อีกครั้ง

วันนี้ Mental Life by Chanisara จะพาทุกคนย้อนคิดถึงการกลับบ้าน…พลังแห่งการเยียวยาจิตใจที่จะทำให้หัวใจกลับมาพองฟูอีกครั้ง

@sansiriplc

🏡 การกลับบ้านไม่ใช่แค่กลับไปยังสถานที่ที่คุ้นเคย แต่เป็นการกลับไปหาครอบครัวที่แสนอบอุ่น บ้านสำหรับใครหลายคนเป็นสถานที่ที่ทำให้เราได้พักกายพักใจ จากความเหนื่อยล้า ทำให้หัวใจที่ว่างเปล่าถูกเติมเต็ม การกลับบ้านจึงเป็นการเยียวยาจิตใจที่สามารถทำให้หัวใจกลับมาพองฟูอีกครั้ง 🫂 #MentalLifebyChanisara #การกลับบ้านช่วงเทศกาล #วันครอบครัว #SoulSpace #MentalHealth #Sansiri

♬ original sound – SansiriPLC – SansiriPLC

การกลับบ้าน…พลังแห่งการเยียวยาจิตใจ

เวลาคิดถึงบ้านทุกคนคิดถึงใครกันบ้างคะ? แล้วทุกคนเชื่อไหมว่าการกลับบ้านสามารถเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำ ให้กลับมาเข้มแข็งได้ และจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อบ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัย มีคนในบ้านที่เข้าใจและรักเราด้วยใจจริง สำหรับเรา “บ้านไม่ใช่แค่สถานที่แต่เป็นผู้คนที่อยู่ในครอบครัว”

เพราะในทุกวันนี้มีคนจำนวนไม่น้อย ที่ห่างจากบ้าน ห่างจากพ่อแม่หรือครอบครัว เพื่อไปเรียน ไปทำงาน หรือไปใช้ชีวิตอยู่ไกลบ้านด้วยเหตุผลบางอย่าง ซึ่งอาจทำให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะในโลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยความกดดันให้ต้องเป็นคนที่เก่ง และเข้มแข็งตลอดเวลา

การกลับบ้านจึงเป็นเหมือนการได้กลับมาอยู่ในที่ที่ปลอดภัย ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ ได้กลับมาอยู่ในโลกแห่งความทรงจำที่แสนงดงามอีกครั้ง ได้สัมผัสกับอุ่นไอแห่งความรัก ทำให้เราเป็นตัวของตัวเองเต็มที่ รวมถึงทำให้ความเครียด ความทุกข์ที่เจอ และความเหนื่อยหลอมละลายหายไป…ได้เติมพลังใจเต็มหลอดให้กลับไปใช้ชีวิตอย่างกระปรี้กระเปร่าอีกครั้ง

การกลับบ้าน…ลดความเครียดได้จริงไหม?

ถ้าหากเป็นบ้านที่ทำให้ผู้อยู่รู้สึกปลอดภัย การกลับบ้าน ก็สามารถลดความเครียดได้จริง เพราะจากงานวิจัยเรื่อง Stress, Social Support, and the Buffering Hypothesis ของ Sheldon Cohen & Wills ถูกตีพิมพ์ลงวารสาร Psychological Bulletin กล่าวว่า การมีคนซัพพอร์ตทางจิตใจสามารถช่วยคลายเครียดได้ เพราะการที่มีคนให้คำปรึกษา ทำให้เรามองเห็นปัญหาได้รอบด้านและสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ดีกว่าการที่ไม่มีใครให้คำปรึกษาและคอยสนับสนุน 

การมีคนที่ซัพพอร์ตทางจิตใจ จะทำให้รู้สึกว่าเราจะผ่านปัญหานี้ไปได้ เพราะเราไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยว ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพจิตในระยะยาวเป็นอย่างมาก ทฤษฎี Polyvagal Theory ระบุว่า เมื่อเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่รู้สึกปลอดภัย ระบบประสาทอัตโนมัติ โดยเฉพาะเส้นประสาทเวกัส (Vagus nerve) จะเข้าสู่ภาวะผ่อนคลาย ช่วยลดการตอบสนองต่อความเครียด และทำให้ร่างกายและจิตใจรู้สึกสงบมากขึ้น

ดังนั้นหากเรามีครอบครัวที่เป็นเซฟโซน ที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย สบายใจ และได้เป็นตัวของตัวเอง  การกลับบ้านจะทำให้จิตใจของเรากลับมาผ่องใสและมีความสุข ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการกลับบ้านที่มีความอบอุ่นและมีคนที่เข้าใจเรา ช่วยเยียวยาจิตใจได้จริงค่ะ

รับฟังและพูดคุยกันอย่างเปิดอก การพูดคุยกันในครอบครัวจะทำให้รู้สึกปลอดภัย และกล้าคุยกับคนในบ้าน กล้าเล่าปัญหาที่เจอ สิ่งที่ไม่สบายใจให้ฟัง และทำให้รู้สึกว่าต่อให้จะเจอเรื่องที่ไม่สบายใจเพียงใด แต่เมื่อกลับบ้านมา ยังมีคนคอยซัพพอร์ตและมีที่พึ่งทางใจอยู่เสมอ

เคารพความเป็นส่วนตัวซึ่งกันและกัน ถึงแม้ว่าเราจะเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน แต่เราเชื่อว่า ทุกคนต้องมีพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง ไม่ได้หมายถึงสถานที่หรือห้องของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงมุมส่วนตัวที่ไม่อยากให้ใครรู้ ไม่อยากบอก ซึ่งคนในครอบครัวก็ไม่ควรล้ำเส้นของกันและกัน 

สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว มีปฏิสัมพันธ์กันในครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย ใช้เวลาร่วมกัน หรือทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ทำให้คนในครอบครัวรู้สึกอบอุ่นใจอยู่เสมอ

ไม่กดดันหรือเปรียบเทียบ คนในครอบครัวกับคนอื่น แต่สอนให้มองความผิดพลาดเป็นการเรียนรู้ เพราะการเปรียบเทียบอาจทำให้เกิดความรู้สึกในทางลบและเป็นการลดคุณค่าของคนที่เรารัก เพราะเราเชื่อว่าทุกๆ คน ก็มีความถนัดในแบบของตัวเองและไม่มีใครจะเหมือนกันได้ 

คอยซัพพอร์ตทางจิตใจ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เรามองว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะบ้านไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือผู้คนที่พร้อมจะคอยซัพพอร์ตหัวใจเราอยู่เสมอไม่ว่าเราจะเจอเรื่องอะไรมาก็ตาม หากครอบครัวเป็นที่ปลอดภัยทางใจ เราเชื่อว่าไม่มีใครไม่อยากกลับบ้าน

เพราะการกลับบ้านทำให้เรารู้สึกอบอุ่น
เหมือนได้ชาร์จแบตหัวใจ…ให้พร้อมกลับไปใช้ชีวิตอีกครั้งค่ะ


Source

https://www.toplinemd.com/six-ways-to-build-an-emotionally-secure-household-for-children-and-teens/ 

https://www.frontiersin.org/journals/integrative-neuroscience/articles/10.3389/fnint.2022.871227/ 

https://lchc.ucsd.edu/MCA/Mail/xmcamail.2012_11.dir/pdfYukILvXsL0.pdf 

Related Articles

ชวนรู้จัก “Turtle Theory” เดินอย่างเชื่องช้า แต่ก้าวหน้าอย่างมั่นคง

ชวนรู้จัก “Turtle Theory” เดินอย่างเชื่องช้า แต่ก้าวหน้าอย่างมั่นคงสู่ความสำเร็จ ตอนเด็กๆ หลายคนคงเคยได้ยินนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่ากันใช่ไหมคะ ถึงเต่าจะเชื่องช้า แต่เขาไม่เคยหยุดเดิน จนเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ เช่นเดียวกับ “Turtle Theory” ในมุมที่เราจะสื่อถึงอาจไม่ใช่ทฤษฎีทางจิตวิทยาโดยตรง แต่เป็นสิ่งที่จะทำให้เราได้ค้นพบความหมายของชีวิต นั่นคือ การลองก้าวเดินอย่างช้าๆ ชะลอชีวิต ไม่ต้องไปโฟกัสว่าใครจะเดินเร็วกว่าเรา ซึ่งเป็นการลดความเครียดและปกป้องหัวใจของตัวเอง 

ไขข้อสงสัย ลืมของบ่อยๆ แค่ลืมหรือเสี่ยงอัลไซเมอร์กันแน่

ไขข้อสงสัย ลืมของบ่อยๆ  แค่ลืมหรือเสี่ยงอัลไซเมอร์กันแน่ เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมเราชอบลืมของบ่อยๆ เดียวลืมกระเป๋าสตางค์ เดี๋ยวลืมกุญแจรถ เดี๋ยวลืมแว่น หรือบางคนลืม Notebook ไว้ที่บ้านแล้วตัวเองมาทำงาน เพราะอะไรกันนะเราถึงได้ลืมของที่เราจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน  สำนักข่าว Times of India ได้ลงผลสำรวจที่มีชื่อว่า Average person forgets

Mom and kids… ทำไมแม่ถึงต้องคิดไปไกลเสมอ

แม่คิดเยอะเกินหรือกังวลมากไปรึเปล่า? ความรักของแม่ เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่เสมอ นั่นทำให้แม่อาจจะคิดไปไกลมากกว่าคนอื่นๆ หลายคนอาจจะพูดว่าแม่คิดมาก แต่แท้จริงแล้วแม่แค่คิดไปเผื่อวันข้างหน้า เพื่อให้ลูกเติบโตมาอย่างดีที่สุด จึงคิดไปไกลตั้งแต่อยู่ในท้องไม่ว่าจะเป็นลูกถนัดทางด้านไหน จะเรียนที่ไหน หรือเติบโตในสภาพแวดล้อมอย่างไรและอีกมากมาย การคิดมากของแม่เกิดจากกระบวนการในสมอง เพราะสมองถูกออกแบบมาให้คาดการณ์อนาคต โดยจำข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีตร่วมกับปัจจุบัน เตรียมร่างกายเพื่อระวังภัยในอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับลูกได้ เพื่อให้ลูกปลอดภัย เช่น แม่คิดว่าลูกจะหกล้ม ก็จะเอามือไปจับก่อนที่เหตุจะเกิดนั่นเองค่ะ  อย่างไรก็ตาม เราต้องเข้าใจว่าเราไม่อาจควบคุมทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้