รู้จัก “Empathy Fatigue” ภาวะเหนื่อยล้าทางอารมณ์
เมื่อแบกรับความรู้สึกคนอื่นมากเกินไป

ใครเป็นแบบนี้บ้างไหมคะ รับฟังเรื่องราวความทุกข์ของคนอื่น แล้วนำความทุกข์ของเขามาใส่ใจจนทำให้เรารู้สึกทุกข์ไปด้วย ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า สิ่งนี้เรียกว่า “ภาวะเหนื่อยล้าทางอารมณ์ หรือ “Empathy Fatigue”
การที่เราเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจ รับฟังปัญหาของคนอื่นเป็นเรื่องที่ดีและการรับฟังผู้อื่น รวมถึงช่วยหาทางออกของปัญหาให้กับเขาอาจจะเป็นพลังวิเศษของใครบางคนที่มี เพื่อมอบให้กับคนอื่น แต่อย่าลืมนะคะว่าความเห็นอกเห็นใจเหล่านี้ก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน ซึ่งถ้าเราแบกรับอารมณ์คนอื่นไม่ไหว อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของเราโดยไม่รู้ตัว

หัวใจที่เคยเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตา ชอบช่วยเหลือผู้อื่นกลับแทนที่ด้วยความว่างเปล่า เพราะเหนื่อยล้าและอยากหนีห่างออกไปจากผู้คนหรือเรื่องของคนอื่นที่ทำให้เราทุกข์ใจ เมื่อประสบกับความเหนื่อยล้าทางอารมณ์

วันนี้ Mental Life by Chanisara จะพาทุกคนมาทำความเข้าใจกับ “ภาวะ Empathy Fatigue” หรือความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นจนตัวเองรู้สึกเหนื่อยล้าเพื่อโอบกอดหัวใจของตัวเองไปพร้อมกันค่ะ

Empathy Fatigue คืออะไร?

Empathy Fatigue คือภาวะเหนื่อยล้าทางอารมณ์จากการเห็นอกเห็นใจ แล้วนำความทุกข์ของคนอื่นมาเป็นความทุกข์ของตัวเอง จนเกิดความเหนื่อยล้าอย่างรุนแรง เนื่องจากได้รับรู้เรื่องราวในด้านลบที่กระทบจิตใจซ้ำๆ จนทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพใจและสุขภาพกาย

ภาวะนี้มักจะเกิดกับคนที่รับรู้เรื่องราวความทุกข์ของคนอื่นมากเกินไป หรือคนที่ทำอาชีพที่ต้องช่วยเหลือผู้อื่น เช่น แพทย์ พยาบาล นักข่าว หรือ นักกู้ภัย เพราะต้องอยู่กับเรื่องราวหรือภาพเหตุการณ์ที่สะเทือนใจซ้ำๆ จนทำให้ไม่พร้อมดูแลหัวใจและร่างกายของคนอื่นอีกต่อไป

เพราะคนที่เกิดภาวะนี้แบกรับเรื่องของคนรอบตัวมากเกินไปไม่ว่าจะเป็นคนรู้จัก ครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่คนที่เราอาจจะต้องไปช่วยเพราะอาชีพการงาน จนทำให้เกิดความเครียดสะสม นำความทุกข์ของคนอื่นมาเป็นเรื่องของตัวเอง และไม่สามารถจัดการความรู้สึกหลังจากที่คนอื่นเล่าให้เราฟังหรือขอความช่วยเหลือได้ 

เมื่อมันเกิดซ้ำๆ จนจิตใจและร่างกายของเรารับไม่ไหว เราก็จะไม่อยากรับรู้เรื่องราวของใครอีก อยากจะเดินออกมา หรือรู้สึกเฉยชา ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเกิดจากการที่เรารู้สึกเหนื่อยล้าทางจิตใจจากการเห็นอกเห็นใจคนอื่นจนอยากเซฟความรู้สึกและหยุดพักเพื่อเยียวยาตัวเอง

ข้อมูลจาก : sanook, health.clevelandclinic.org

ทำไมสมองของเราถึงสามารถรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้

เพราะสมองเรามีความพิเศษที่จะทำให้เรามีความรู้สึกเดียวกับผู้อื่น แม้เหตุการณ์นั้นไม่ได้เกิดกับเราก็ตาม เช่น เราได้ยินเรื่องทุกข์ใจของเพื่อน เราก็อาจจะทุกข์ใจไปด้วย

ดร. เอลิซาเบธ ลิน แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและอาจารย์คลินิกที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เธอเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะแพทย์นักวิจัยด้านการพัฒนาสุขภาพกายและใจ รวมถึงเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าในการสอน การฝึกสติ (Mindfulness) ได้กล่าวว่า สมองของเรานั้นมีเซลล์ที่ทำหน้าที่เป็นเซลล์กระจกเงา (Mirror Neurons) ทำให้สามารถมีความรู้สึกเช่นเดียวกับที่ผู้อื่นกำลังรู้สึกอยู่

เซลล์สมองส่วนนี้มีพลังวิเศษ ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยให้เราเอาตัวรอด และมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น แต่ถ้าเรานำเรื่องของคนอื่นมาใส่ใจมากเกินไป แบกรับอารมณ์หรือความรู้สึกของคนอื่นมากเกินไป และเราไม่สามารถจัดการความรู้สึกเหล่านี้ได้ จะนำไปสู่ภาวะเหนื่อยล้าทางอารมณ์

เมื่อเราแบกรับความทุกข์ของคนอื่นมากเกินไป เซลล์นี้จะทำให้ร่างกายและจิตใจ

รับไม่ไหวและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้เรารู้สึกไม่อยากรับรู้เรื่องอะไร และอยากปลีกตัวออกจากสถานการณ์เหล่านั้น

จากการที่เรารับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นได้ สะท้อนให้เห็นว่าร่างกายของคนเรามีกลไกที่แสนวิเศษที่ทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น แต่กลไกทั้งร่างกายก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน เหมือนเราใส่เยลลี่ลงขวดโหลจนเต็ม ยัดลงไปไม่ได้อีก จนต้องเอาออก เพราะทุกอย่างมีลิมิต หรือขีดจำกัดนั่นเองค่ะ 

ข้อมูลจาก : rightasrain.uwmedicine.org

3 สัญญาณอาการหมดใจ เมื่อเราเอาความทุกข์ของคนอื่นมาคิดมากจนเกินไป

เมื่อเราตกอยู่ในความทุกข์ที่แบกรับความรู้สึกของผู้อื่นเป็นเวลานาน ฮอร์โมนความเครียดหรือฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) จะหลั่งออกมาอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจึงอยู่ในสภาวะ “Cortisol Drip” ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ และสมอง ดังนี้

ผลกระทบที่เกิดจากทางร่างกาย ปวดหัว อ่อนเพลีย กล้ามเนื้อตึง คลื่นไส้ หรือรู้สึกร่างกายไร้เรี่ยวแรง

ผลกระทบที่เกิดทางจิตใจ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ รู้สึกอยากหนีห่างออกมาจากเรื่องราวความทุกข์ของคนอื่น หรือไม่รู้สึกอะไรกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะรู้สึกชา

ขาดพลังงานที่จะใส่ใจสิ่งอื่นรอบตัว เศร้า เครียด หรือกระวนกระวายใจ โทษตัวเองและอีกมากมาย

ผลกระทบที่เกิดทางสมอง สมาธิสั้น คิดอะไรไม่ออกหรือคิดวนไปวนมา ดังนั้น หมั่นสังเกตตัวเองให้ดีว่าตอนนี้เรากำลังรู้สึกอย่างไร การรู้เท่าทันตัวเอง เพื่อไม่ให้เรารู้สึกถึงความเหนื่อยล้าทางจิตใจจากการที่ต้องดูแลคนอื่น เพราะหากได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงมากจนทนไม่ไหวอาจนำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าได้ในที่สุดค่ะ

ข้อมูลจาก : findmytherapist.com, health.clevelandclinic  

วิธีฟื้นฟูความรู้สึกตัวเองจากการแบกรับความรู้สึกของคนอื่น 

ควรเริ่มต้นที่ ‘ตัวเอง’ ก่อน

1.กำหนดขอบเขตความรู้สึกของตัวเอง หากรู้สึกไม่ไหว ควรค่อยๆ หาทางบอกเขา แล้วเดินออกมาจากสถานการณ์เหล่านั้น การที่เราถอยห่างไม่ได้แปลว่าเราเห็นแก่ตัว แต่เป็นการโอบอุ้มหัวใจตัวเอง และรักษาสุขภาพจิตของตัวเองในระยะยาว 
2.ปล่อยวาง เมื่อเราได้ยินหรือพบเจอสถานการณ์ของคนอื่นที่ทำให้ทุกข์ใจเราควรหันมาจัดการความรู้สึกของตัวเอง พยายามปล่อยวางความทุกข์ออกไปจากใจให้ได้ เช่นพยายามตั้งสติ หรือฟังธรรมะก่อนนอนเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้เราปล่อยวาง มีจิตใจที่เบาสบาย และสามารถหลับสนิทตลอดทั้งคืน ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความปัจเจก ทุกคนสามารถเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับตัวเองได้เลย

3.หากิจกรรมที่ทำแล้วรู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งกิจกรรมที่ทำให้ผ่อนคลายของแต่ละคนอาจจะมีความแตกต่างกัน เช่น บางคนชอบแช่น้ำ บางคนชอบดูหนัง บางคนชอบเม้าท์กับเพื่อนและอีกมากมาย

4.ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าจะเป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อที่จะทำให้เราคลายความเครียดและกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข

ข้อมูลจาก : findmytherapist.com, sanook

อย่ารู้สึกผิดที่จะดูแลหัวใจตัวเอง

การที่เราแบกความรู้สึกของคนอื่นไม่ไหว แล้วหยุดหรือถอยออกมา ไม่ได้แปลว่าเราเห็นแก่ตัวหรือเป็นคนไม่ดี ในสังคมไทยมักสอนให้เราเป็นคนดีมีเมตตาช่วยเหลือคนอื่น 

ใช่ค่ะ การเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ แต่ถ้าหากเราแบกความรู้สึกของคนอื่นมากเกินไปจนหัวใจเราต้องเป็นทุกข์ มีความเครียด ก็ควรเลือกให้ตัวเองได้ออกมาตั้งหลักก่อน

ที่สำคัญเราต้องรู้เท่าทันและหันกลับมาดูแลหัวใจตัวเองนะคะ โดยการตั้งขอบเขตดูแลหัวใจคนอื่นให้ชัดเจน เพื่อเซฟสุขภาพจิตใจของเราค่ะ

การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เมตตาเพื่อนมนุษย์เป็นเรื่องที่ดี
แต่อย่าลืมดูแลหัวใจและสภาพจิตใจของตัวเองให้ดี 
เราจะได้มีแรงและมีกำลังใจส่งต่อให้คนอื่นต่อค่ะ


Related Articles

ชวนรู้จัก “Turtle Theory” เดินอย่างเชื่องช้า แต่ก้าวหน้าอย่างมั่นคง

ชวนรู้จัก “Turtle Theory” เดินอย่างเชื่องช้า แต่ก้าวหน้าอย่างมั่นคงสู่ความสำเร็จ ตอนเด็กๆ หลายคนคงเคยได้ยินนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่ากันใช่ไหมคะ ถึงเต่าจะเชื่องช้า แต่เขาไม่เคยหยุดเดิน จนเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ เช่นเดียวกับ “Turtle Theory” ในมุมที่เราจะสื่อถึงอาจไม่ใช่ทฤษฎีทางจิตวิทยาโดยตรง แต่เป็นสิ่งที่จะทำให้เราได้ค้นพบความหมายของชีวิต นั่นคือ การลองก้าวเดินอย่างช้าๆ ชะลอชีวิต ไม่ต้องไปโฟกัสว่าใครจะเดินเร็วกว่าเรา ซึ่งเป็นการลดความเครียดและปกป้องหัวใจของตัวเอง 

ไขข้อสงสัย ลืมของบ่อยๆ แค่ลืมหรือเสี่ยงอัลไซเมอร์กันแน่

ไขข้อสงสัย ลืมของบ่อยๆ  แค่ลืมหรือเสี่ยงอัลไซเมอร์กันแน่ เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมเราชอบลืมของบ่อยๆ เดียวลืมกระเป๋าสตางค์ เดี๋ยวลืมกุญแจรถ เดี๋ยวลืมแว่น หรือบางคนลืม Notebook ไว้ที่บ้านแล้วตัวเองมาทำงาน เพราะอะไรกันนะเราถึงได้ลืมของที่เราจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน  สำนักข่าว Times of India ได้ลงผลสำรวจที่มีชื่อว่า Average person forgets

Mom and kids… ทำไมแม่ถึงต้องคิดไปไกลเสมอ

แม่คิดเยอะเกินหรือกังวลมากไปรึเปล่า? ความรักของแม่ เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่เสมอ นั่นทำให้แม่อาจจะคิดไปไกลมากกว่าคนอื่นๆ หลายคนอาจจะพูดว่าแม่คิดมาก แต่แท้จริงแล้วแม่แค่คิดไปเผื่อวันข้างหน้า เพื่อให้ลูกเติบโตมาอย่างดีที่สุด จึงคิดไปไกลตั้งแต่อยู่ในท้องไม่ว่าจะเป็นลูกถนัดทางด้านไหน จะเรียนที่ไหน หรือเติบโตในสภาพแวดล้อมอย่างไรและอีกมากมาย การคิดมากของแม่เกิดจากกระบวนการในสมอง เพราะสมองถูกออกแบบมาให้คาดการณ์อนาคต โดยจำข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีตร่วมกับปัจจุบัน เตรียมร่างกายเพื่อระวังภัยในอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับลูกได้ เพื่อให้ลูกปลอดภัย เช่น แม่คิดว่าลูกจะหกล้ม ก็จะเอามือไปจับก่อนที่เหตุจะเกิดนั่นเองค่ะ  อย่างไรก็ตาม เราต้องเข้าใจว่าเราไม่อาจควบคุมทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้