Functional Freeze
ภาวะจิตใจเหนื่อยล้า
แต่ชีวิตยังต้องเดินต่อ

Functional Freeze
 หมดแรงจูงใจในการใช้ชีวิต แต่ต้องเดินหน้าต่อ
จะทำอย่างไร เมื่อต้องปลุกไฟในการใช้ชีวิต? 

ใครเคยรู้สึกแบบนี้บ้างไหม ตื่นเช้าไปทำงาน หรือไปทำหน้าที่ที่ตัวเองต้องทำ ตามปกติเท่าที่จำเป็น แต่ความรู้สึกภายในจิตใจไม่อยากทำอะไรเลย เหม่อลอย เฉยชา ใช้ชีวิตไปวันๆ 

หากใครมีความรู้สึกเหล่านี้อาจจะเข้าข่ายการเป็น “Functional Freeze” ก็เป็นได้ 

จุดเริ่มต้นของภาวะ Functional Freeze อาจเกิดจากความเครียดสะสม การกดอารมณ์ไว้ตลอดเวลาไม่แสดงออก ต้องพยายามเข้มแข็งตลอดเวลา หรือเป็นคนที่คาดหวังกับตัวเองสูง เป็น perfectionist และอีกมากมาย ซึ่งเป็นปัญหาต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะถึงแม้เราจะทำกิจวัตรประจำวันได้ แต่ไม่มีสมาธิ โฟกัสไม่ได้ ไม่มีไอเดียในการคิดงานใหม่ๆ ภาวะนี้จึงเป็นภาวะที่เราไม่ควรมองข้ามและต้องเยียวยารักษาจิตใจตัวเองให้กลับมาหายดี

วันนี้ Mental Life by Chanisara จะพาทุกคนมาหาคำตอบว่า ทำไมหัวใจหมดแรงจูงใจ แต่ร่างกายยังเดินต่อได้ รวมถึงบอกวิธีปลุกไฟในชีวิตให้กลับมาสดใสอีกครั้ง

“Functional Freeze” คืออะไร?

ภาวะ Functional Freeze คือ ภาวะที่คนเรายังสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ แต่ภายในจิตใจกับหยุดชะงัก รู้สึกหมดกำลังใจในการใช้ชีวิต Functional Freeze เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การกดอารมณ์ไว้ตลอดเวลาไม่แสดงออก การที่ต้องเข้มแข็งตลอดเวลา หรือคนที่คาดหวังกับตัวเองสูง

แต่หนึ่งสาเหตุที่สำคัญคือ ความเครียดสะสมเรื้อรัง ทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมการตอบสนองต่อความเครียดที่มีชื่อว่า ซิมพาเทติก (Sympathetic) รับภาระหนักเกินไปจึงกดการทำงานบางส่วนไว้ ทำให้เกิดอาการ “หยุดชะงัก” ชั่วคราว เพื่อลดความเครียด สมองจะสั่งให้ความรู้สึก “แช่แข็ง” เพื่อลดความเจ็บปวดจากความรู้สึกที่รับมือไม่ไหว เราจึงรู้สึกไม่อยากทำอะไรเลย แต่ยังทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำในชีวิตประจำวันได้นั่นเองค่ะ

สัญญาณเตือนว่า เราอยู่ในภาวะ Functional Freeze หรือเปล่านะ?

 รู้สึกไม่อยากขยับตัวทำอะไร ไม่อยากขยับตัวลุกออกจากที่นอน แต่ต้องลุกขึ้นมาทำสิ่งที่เป็นหน้าที่ของตัวเอง

 ทำได้แค่เรื่องที่ต้องทำในชีวิตประจำวัน ไม่โฟกัส ไม่มีสมาธิ หรือไม่มีสติในการทำเรื่องนั้นๆ รู้แค่ว่าต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จ

 เรื่องเล็กน้อยที่เคยทำได้จะกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบาก เช่น การลุกขึ้นมาอาบน้ำไปทำงานยังยากลำบาก

 จะทำงานต่อเมื่อถึงวินาทีสุดท้ายเท่านั้น  ชอบทำงานเสร็จตอนจะส่ง

 รู้สึกไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ในการทำสิ่งต่างๆ เหมือนเคย 

 เหมือนคนไม่มีพลังในการใช้ชีวิต รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไปตามหน้าที่เท่านั้น ไม่มีความรู้สึกอยากทำจริงๆ

How to ปลุกหัวใจที่แช่แข็งให้กลับมามีพลังอีกครั้ง

ยอมรับว่าตัวเองอยู่ในภาวะ Functional Freeze เข้าใจว่าตัวเองกำลังเผชิญกับความรู้สึกหมดแรงในการใช้ชีวิตอยู่ พยายามหาทางแก้ไขและไม่ตำหนิตัวเอง

การบำบัดด้วยการใช้ประสาทสัมผัส ที่ทำให้เกิดความอบอุ่น เช่น การถือแก้วน้ำอุ่น การห่มผ้าจะทำให้ ประสาทสัมผัสคลายตัว

การย่อยงานให้เป็นชิ้นเล็กๆ จะทำให้ไม่รู้สึกกดดันและทำงานได้ดีขึ้น

การพักผ่อนแบบที่เราได้พักจริง  หรือการนั่งมองธรรมชาติ เช่น การมองต้นไม้สีเขียว

การอยู่กับสิ่งที่รู้สึกปลอดภัยไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ คุยกับครอบครัว เพื่อน หรืออยู่กับน้องหมาน้องแมว 

การไปพบผู้เชี่ยวชาญ หากตัวเองรู้สึกไม่ไหว ควรไปพบจิตแพทย์หรือพบนักจิตวิทยา เพื่อเยียวยาตัวเองให้กลับมาหายดี

หากใครเกิดภาวะ Functional Freeze ไม่ได้แปลว่าเราไม่เข้มแข็ง แต่แค่อาจเหนื่อยล้าทางใจ และเราสามารถเยียวยาตัวเองให้กลับมามีแรงใจในการใช้ชีวิตได้อีกครั้งค่ะ


Source

https://www.health.com/what-is-functional-freeze-8712028 

https://www.tiktok.com/@mindhavior/video/7490087473343778078?q=functional%20freeze&t=1772440051797

 https://www.calm.com/blog/functional-freeze 

Related Articles

ชวนรู้จัก “Turtle Theory” เดินอย่างเชื่องช้า แต่ก้าวหน้าอย่างมั่นคง

ชวนรู้จัก “Turtle Theory” เดินอย่างเชื่องช้า แต่ก้าวหน้าอย่างมั่นคงสู่ความสำเร็จ ตอนเด็กๆ หลายคนคงเคยได้ยินนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่ากันใช่ไหมคะ ถึงเต่าจะเชื่องช้า แต่เขาไม่เคยหยุดเดิน จนเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ เช่นเดียวกับ “Turtle Theory” ในมุมที่เราจะสื่อถึงอาจไม่ใช่ทฤษฎีทางจิตวิทยาโดยตรง แต่เป็นสิ่งที่จะทำให้เราได้ค้นพบความหมายของชีวิต นั่นคือ การลองก้าวเดินอย่างช้าๆ ชะลอชีวิต ไม่ต้องไปโฟกัสว่าใครจะเดินเร็วกว่าเรา ซึ่งเป็นการลดความเครียดและปกป้องหัวใจของตัวเอง 

ไขข้อสงสัย ลืมของบ่อยๆ แค่ลืมหรือเสี่ยงอัลไซเมอร์กันแน่

ไขข้อสงสัย ลืมของบ่อยๆ  แค่ลืมหรือเสี่ยงอัลไซเมอร์กันแน่ เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมเราชอบลืมของบ่อยๆ เดียวลืมกระเป๋าสตางค์ เดี๋ยวลืมกุญแจรถ เดี๋ยวลืมแว่น หรือบางคนลืม Notebook ไว้ที่บ้านแล้วตัวเองมาทำงาน เพราะอะไรกันนะเราถึงได้ลืมของที่เราจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน  สำนักข่าว Times of India ได้ลงผลสำรวจที่มีชื่อว่า Average person forgets

Mom and kids… ทำไมแม่ถึงต้องคิดไปไกลเสมอ

แม่คิดเยอะเกินหรือกังวลมากไปรึเปล่า? ความรักของแม่ เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่เสมอ นั่นทำให้แม่อาจจะคิดไปไกลมากกว่าคนอื่นๆ หลายคนอาจจะพูดว่าแม่คิดมาก แต่แท้จริงแล้วแม่แค่คิดไปเผื่อวันข้างหน้า เพื่อให้ลูกเติบโตมาอย่างดีที่สุด จึงคิดไปไกลตั้งแต่อยู่ในท้องไม่ว่าจะเป็นลูกถนัดทางด้านไหน จะเรียนที่ไหน หรือเติบโตในสภาพแวดล้อมอย่างไรและอีกมากมาย การคิดมากของแม่เกิดจากกระบวนการในสมอง เพราะสมองถูกออกแบบมาให้คาดการณ์อนาคต โดยจำข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีตร่วมกับปัจจุบัน เตรียมร่างกายเพื่อระวังภัยในอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับลูกได้ เพื่อให้ลูกปลอดภัย เช่น แม่คิดว่าลูกจะหกล้ม ก็จะเอามือไปจับก่อนที่เหตุจะเกิดนั่นเองค่ะ  อย่างไรก็ตาม เราต้องเข้าใจว่าเราไม่อาจควบคุมทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้