อาหารค้างคืน…อันตรายมากกว่าที่คิด
ดูแลร่างกายด้วยการเก็บและอุ่นให้ถูกวิธี

รู้ไหมว่า การกิน “อาหารค้างคืน” อันตรายมากกว่าที่คิด
มาดูแลสุขภาพด้วยการเก็บและอุ่นอาหารอย่างถูกวิธีกันนะคะ

เชื่อว่าหลายคนต้องเคยนำอาหารที่กินไม่หมดเก็บไว้ในตู้เย็นค้างคืนและตอนเช้านำมาอุ่นกินต่อ เพราะประหยัดเวลาและสะดวกรวดเร็วต่อการใช้ชีวิต หลายคนคงจะเคยได้ยินจากข่าวหรือจากที่คนพูดกันว่า การนำอาหารค้างคืนมาอุ่นซ้ำด้วยไมโครเวฟเป็นอันตรายต่อร่างกาย ทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาโดยเฉพาะโรคมะเร็ง ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพร่างกายในระยะยาว 

แต่ทุกคนรู้ไหมว่าแท้จริงแล้ว การนำอาหารค้างคืนเข้าไปอุ่นในไมโครเวฟ แล้วนำมากินไม่ได้ทำให้เป็นมะเร็งอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่การเก็บอาหารไม่ถูกวิธีต่างหากที่มีผลต่อสุขภาพ 

วันนี้ Mental Life by Chanisara จะพาทุกคนไปเจาะลึกดูว่า ทำไมการเก็บอาหารไม่ถูกวิธีถึงเป็นอันตรายต่อร่างกาย รวมถึงควรเก็บอาหารค้างคืนอย่างไร? 

การนำอาหารเข้าไมโครเวฟทำให้เกิดโรคมะเร็งจริงไหม? 

ทุกคนรู้ไหมว่า การที่นำอาหารค้างคืน เข้าไมโครเวฟแล้วมากินไม่ได้ทำให้เกิดมะเร็ง อย่างที่หลายคนเข้าใจ 

เพราะสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวว่า การที่นำอาหารค้างคืนมาอุ่นซ้ำ รังสีจากไมโครเวฟไม่ได้ทำให้เกิดโรคมะเร็ง แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง คือ การเก็บรักษาอาหารไม่ถูกวิธี ทำให้จุลินทรีย์ในอาหารโตขึ้นและเป็นพิษ ส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นท้องอืด ท้องเสีย หรือการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น

รวมถึงการอุ่นอาหารที่ไม่ได้ความร้อนที่เพียงพอทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโต และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคอาหารเป็นพิษ 

ทำไมการนำอาหารค้างคืนมาอุ่นซ้ำด้วยไมโครเวฟแล้วกินไม่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง 

เพราะรังสีจากไมโครเวฟเป็นรังสีคลื่นวิทยุไม่ใช่รังสีชนิดเดียวกับคลื่นเอกซเรย์ จึงไม่สามารถทำลาย DNA หรือทำให้เกิดมะเร็ง ในร่างกายของมนุษย์ได้

เนื่องจากคลื่นไมโครเวฟเป็นคลื่นที่มีพลังงานต่ำเพียงแค่ 2.45 GHz ซึ่งจะไปทำให้น้ำในอาหารสั่น แล้วเกิดความร้อนส่งผลให้อาหารร้อนเท่านั้น ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างพันธุกรรมในอาหารและอาหารจะไม่ดูดรังสีไว้ เมื่อปิดเครื่องรังสีจากไมโครเวฟจะหายไปทันที รังสีจึงไม่สามารถตกค้างอยู่ในอาหารค่ะ

อาหาร 4 ประเภทที่เก็บข้ามคืนจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย

ผักใบเขียวปรุงสุก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผักบุ้ง ผักโขม ผักคะน้า เพราะเมื่อเก็บไว้ข้ามคืน จะทำให้แบคทีเรียมีเวลาในการเข้าไปทำปฏิกิริยาเปลี่ยนสารไนเตรตให้กลายเป็นไนไตรต์ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร 

ของทอดทุกชนิด เช่น หมูกรอบ ไก่ทอด ที่เรากินอยู่ในชีวิตประจำวัน หากเก็บไว้ข้ามคืน จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดสารอะคริลาไมด์ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการทำลายระบบประสาทและเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง

อาหารทะเลปรุงสุก โปรตีนในอาหารทะเลจะเปลี่ยนเป็นสารพิษหากเก็บไว้ค้างคืน เนื่องจากผ่านการออกซิเดชันและเกิดการสลายตัวผิดปกติ เมื่อกินเข้าไปก็อาจส่งผลให้ตับและไตทำงานหนัก และทำให้ป่วยได้

ไข่ที่ยังไม่สุกเต็มที่ เช่น ไข่ตุ๋น ไข่ลวก หากกินไม่หมดแล้วเก็บไว้ค้างคืน จะทำให้เชื้อแบคทีเรียเติบโตอย่างรวดเร็วส่งผลให้อาจเกิดท้องเสีย หรือแพ้อาหารอย่างรุนแรง ซึ่งอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้นั่นเอง 

 How to เก็บผักยังไงไม่ให้เสีย 

ไม่ควรล้างผักก่อนเก็บเข้าตู้เย็น เพราะจะทำให้ผักเน่าเสียรวดเร็วขึ้น

ห่อผักด้วยกระดาษ แต่ต้องเป็นกระดาษที่ไม่มีหมึก เพราะกระดาษจะช่วยดูดซึมความชื้นทำให้ไม่เกิดเชื้อราหรือแบคทีเรีย และต้องห่อหลวมๆ จากนั้นจึงนำไปใส่ถุงที่เป็นรู เพื่อให้อากาศถ่ายเท

เก็บทั้งลูก การเก็บทั้งลูกจะทำให้ผักเน่าช้าขึ้น เพราะการหั่นผักทิ้งไว้ จะทำให้เซลล์พืชถูกทำลายโดยเอนไซม์

อุณหภูมิตู้เย็นที่ไม่ควรต่ำกว่า 4 องศา เพื่อรักษาความสด 

 How to อุ่นอาหารค้างคืนอย่างไรให้กินได้อย่างปลอดภัย

1. เก็บอาหารไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส 

2. การอุ่นอาหารที่ปลอดภัยอย่างน้อยจะต้องมีอุณหภูมิมากกว่า 75 องศาเซลเซียสขึ้นไป เพื่อให้ความร้อนทั่วถึง

3. แยกประเภทอาหารสุก ดิบ ก่อนเข้าไมโครเวฟ

4.ไม่อุ่นอาหารมากกว่า 1 ครั้ง

5. ถ้าอาหารเปลี่ยนสีไปจากเดิมควรทิ้งทันที

การอุ่นอาหารในไมโครเวฟไม่ได้ทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่การเก็บอาหารไม่ถูกวิธีต่างหากที่ทำให้เราอาจจะป่วยเป็นโรคต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตามเราไม่ควรกินอาหารค้างคืน หากจำเป็นต้องเก็บก็ทำให้ถูกวิธีจะดีที่สุดค่ะ


Source

https://www.muangthai.co.th/th/article/health/does-reheating-leftovers-cause-cancer

https://www.antifakenewscenter.com/ 

https://www.sanook.com/news/9283654/ 

https://vt.tiktok.com/ZSubwaM8j/

https://www.fda.gov/radiation-emitting-products/resources-you-radiation-emitting-products/microwave-ovens 

https://oncodaily.com/oncolibrary/does-microwaved-food-cause-cancer 

https://www.cfs.gov.hk/english/trade_zone/safe_kitchen/Cooking_and_reheating.html 

https://www.lg.com/th/blog-list/how-to-keep-vegetables-fresh/ 

Related Articles

ชวนรู้จัก “Turtle Theory” เดินอย่างเชื่องช้า แต่ก้าวหน้าอย่างมั่นคง

ชวนรู้จัก “Turtle Theory” เดินอย่างเชื่องช้า แต่ก้าวหน้าอย่างมั่นคงสู่ความสำเร็จ ตอนเด็กๆ หลายคนคงเคยได้ยินนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่ากันใช่ไหมคะ ถึงเต่าจะเชื่องช้า แต่เขาไม่เคยหยุดเดิน จนเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ เช่นเดียวกับ “Turtle Theory” ในมุมที่เราจะสื่อถึงอาจไม่ใช่ทฤษฎีทางจิตวิทยาโดยตรง แต่เป็นสิ่งที่จะทำให้เราได้ค้นพบความหมายของชีวิต นั่นคือ การลองก้าวเดินอย่างช้าๆ ชะลอชีวิต ไม่ต้องไปโฟกัสว่าใครจะเดินเร็วกว่าเรา ซึ่งเป็นการลดความเครียดและปกป้องหัวใจของตัวเอง 

ไขข้อสงสัย ลืมของบ่อยๆ แค่ลืมหรือเสี่ยงอัลไซเมอร์กันแน่

ไขข้อสงสัย ลืมของบ่อยๆ  แค่ลืมหรือเสี่ยงอัลไซเมอร์กันแน่ เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมเราชอบลืมของบ่อยๆ เดียวลืมกระเป๋าสตางค์ เดี๋ยวลืมกุญแจรถ เดี๋ยวลืมแว่น หรือบางคนลืม Notebook ไว้ที่บ้านแล้วตัวเองมาทำงาน เพราะอะไรกันนะเราถึงได้ลืมของที่เราจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน  สำนักข่าว Times of India ได้ลงผลสำรวจที่มีชื่อว่า Average person forgets

Mom and kids… ทำไมแม่ถึงต้องคิดไปไกลเสมอ

แม่คิดเยอะเกินหรือกังวลมากไปรึเปล่า? ความรักของแม่ เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่เสมอ นั่นทำให้แม่อาจจะคิดไปไกลมากกว่าคนอื่นๆ หลายคนอาจจะพูดว่าแม่คิดมาก แต่แท้จริงแล้วแม่แค่คิดไปเผื่อวันข้างหน้า เพื่อให้ลูกเติบโตมาอย่างดีที่สุด จึงคิดไปไกลตั้งแต่อยู่ในท้องไม่ว่าจะเป็นลูกถนัดทางด้านไหน จะเรียนที่ไหน หรือเติบโตในสภาพแวดล้อมอย่างไรและอีกมากมาย การคิดมากของแม่เกิดจากกระบวนการในสมอง เพราะสมองถูกออกแบบมาให้คาดการณ์อนาคต โดยจำข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีตร่วมกับปัจจุบัน เตรียมร่างกายเพื่อระวังภัยในอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับลูกได้ เพื่อให้ลูกปลอดภัย เช่น แม่คิดว่าลูกจะหกล้ม ก็จะเอามือไปจับก่อนที่เหตุจะเกิดนั่นเองค่ะ  อย่างไรก็ตาม เราต้องเข้าใจว่าเราไม่อาจควบคุมทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้