“การให้เวลากับตัวเอง” ทำไม…ถึงเป็นทรัพย์สินที่มีค่าสำหรับคนยุคนี้

การให้เวลากับตัวเอง ไม่ใช่แค่ทำให้เราได้พักผ่อน
แต่เป็นการที่เราได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง

ทุกวันนี้คนหันมาให้เวลากับตัวเองมากขึ้น อาจเพราะคนยุคนี้หันมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์ชีวิตและความสงบที่เกิดภายในจิตใจตัวเอง มากกว่าสิ่งของหรือทรัพย์สินเงินทอง รวมถึงคนในยุคนี้มองว่าการให้เวลากับตัวเองไม่ใช่เรื่องที่เห็นแก่ตัว แต่การอยู่คนเดียว คือการพักผ่อน จัดการความเครียด และนั่งทบทวนตัวเอง เพื่อจะได้เข้าใจแล้วพัฒนาตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น

จากข้อมูล Inside Innova’s Top 5 Consumer Trends for 2026 พบว่า 1 ใน 3 ของผู้คนทั่วโลกต้องการอยู่คนเดียวเพื่อจัดการกับความเครียด ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่า การอยู่คนเดียวและให้เวลากับตัวเองเป็นหนึ่งในเรื่องที่สำคัญต่อสุขภาพจิตของเราเป็นอย่างมาก

คนเราทุกวันนี้มีเรื่องต้องคิดและตัดสินใจตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ทำให้เราไม่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดภาวะหมดไฟ (burnout) เราจึงควรพักผ่อนสมอง การพักที่เราจะพูดถึงไม่ใช่แค่การพักผ่อนธรรมดา แต่เป็นการเลิกการไถฟีดโซเชียลมีเดีย เลิกดูซีรีส์แนวตั้ง หรือการตัดสิ่งรบกวนในชีวิต แล้วกลับมาอยู่กับตัวเองอย่างแท้จริง เช่น การนั่งเงียบๆ ในห้องนอน หรือเดินเล่นในสวนหลังบ้าน

การพักผ่อนเช่นนี้จะช่วยฟื้นฟูจิตใจทำให้เราได้หยุดพัก มีเวลาทบทวนตัวเอง และได้ฟังเสียงหัวใจอย่างแท้จริงว่าเราต้องการอะไรในชีวิตกันแน่ จะทำให้เราสามารถพัฒนาชีวิตตัวเองไปในทิศทางที่เราต้องการได้

วันนี้ Mental Life by Chanisara จะพาทุกคนไปหาคำตอบว่า “การให้เวลากับตัวเอง” ทำไม…ถึงเป็นทรัพย์สินที่มีค่าสำหรับคนยุคนี้

@sansiriplc

จริงไหม? ที่ทุกวันนี้คนเราหันมาให้เวลากับตัวเองมากขึ้น? 🕰️ วันนี้ Mental Life by Chanisara จะพาทุกคนไปหาคำตอบว่า “การให้เวลากับตัวเอง” ทำไม…ถึงเป็นทรัพย์สินที่มีค่าสำหรับคนยุคนี้กันค่ะ 💖 #MentalLifebyChanisara #SoulSpace #การให้เวลากับตัวเอง #MentalHealth #TikTokฮีลใจ #เธรดฮีลใจ

♬ original sound – SansiriPLC – SansiriPLC

คนยุคใหม่หันมาให้คุณค่ากับเวลา ประสบการณ์ชีวิต และความสงบภายในจิตใจ

ทุกคนรู้อยู่แล้วว่า “เวลา” เป็นสิ่งที่มีค่า เพราะเราไม่สามารถย้อนเวลากลับมาได้และอาจเป็นเพราะปัจจุบันผู้คนใช้ชีวิตในสังคมที่มีความกดดันสูง เร่งรีบ เต็มไปด้วยความคาดหวัง รวมถึงความเครียด หลายคนจึงหันมาให้ความสำคัญกับการให้เวลากับตัวเอง เพื่อฟื้นฟูสุขภาพกาย สุขภาพใจ และหาประสบการณ์ชีวิตมากกว่าสิ่งของหรือทรัพย์สินเงินทอง 

จากงานวิจัยเรื่อง Escape from Self: Stress Increases Consumers’ Preference for Experiences Over Material Possessions ที่ศึกษาเกี่ยวกับความเครียดทำให้คนเลือกซื้อประสบการณ์มากกว่าสิ่งของ เพราะว่าการซื้อประสบการณ์ช่วยให้เราเบี่ยงความสนใจออกจากตัวเอง ทำให้ลดการหมกมุ่นกับความเครียด และมีแนวโน้มรู้สึกหลุดออกจากช่วงเวลานั้นได้ คนยุคนี้เลยให้ความสำคัญกับ การเดินทาง การได้เรียนรู้ หรือโมเมนต์ที่สำคัญในชีวิต

นอกจากนี้ งานวิจัยที่กล่าวไปข้างต้นยังพบว่า คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสุขภาพกายและสุขภาพจิตมากกว่าความร่ำรวยและความก้าวหน้าในอาชีพการงานถึง 51% เลยทีเดียว สะท้อนให้เห็นว่า “การให้เวลากับตัวเอง” ถือเป็นการรักตัวเองอย่างหนึ่ง ทำให้เวลาจึงกลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่าสำหรับคนยุคนี้

ทำไม? คนในยุคนี้ถึงไม่ค่อยได้พักผ่อนอย่างมีคุณภาพ

เชื่อว่าหลายคนใช้เวลาพักผ่อนไปกับการเล่นอินเทอร์เน็ต เพราะคิดว่า การเล่นอินเทอร์เน็ตจะทำให้เราผ่อนคลาย เช่น ใช้เวลาไปกับการไถฟีดโซเชียลมีเดีย การดูซีรีส์ หรือการเล่นเกมแต่รู้ไหมว่า การพักผ่อนเช่นนี้ ไม่ได้ช่วยให้เราพักผ่อนสมองอย่างแท้จริงและไม่ได้ช่วยให้สภาพจิตใจฟื้นตัวอีกด้วย

การเล่นโซเชียลหรือไถฟีดตลอดเวลา ไม่ได้ทำให้สมองอยู่ในโหมดพักอย่างแท้จริง เพราะการดูหน้าจอ ทำให้สมองได้รับข้อมูลใหม่ตลอดเวลา เกิดอารมณ์ ความคิด และการเปรียบเทียบ แทนที่สมองจะได้พักกลับต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และเกิดความเครียดทำให้สมองไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่นั่นเองค่ะ 

การให้เวลากับตัวเองคือ ‘การได้พักผ่อนอย่างสงบ’

การพักผ่อนอย่างแท้จริงสำหรับใครบางคน อาจคือการอยู่คนเดียวในที่สงบ เช่น การอยู่ในห้องนอน หรือการเดินในสวนหลังบ้าน ซึ่งการทำเช่นนี้เป็นการให้เวลากับตัวเอง ให้สมองได้พักผ่อนอย่างแท้จริง และยังทำให้เราได้มีโอกาสทบทวนตัวเอง มีเวลาคิดและตัดสินใจได้อย่างดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาตัวเองหรือเรื่องอะไรก็ตาม เหมือนเป็นการได้ทบทวนความคิดของตัวเองและรีเซตความคิดตัวเองใหม่ 

การทำเช่นนี้อาจจะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตไปในทางที่ตัวเองต้องการมากขึ้น ได้ฟังเสียงหัวใจตัวเอง ว่าเราต้องการอะไรอย่างแท้จริง ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นส่งผลต่อความสุข และการใช้ชีวิตของเรา นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมการให้เวลากับตัวเองถึงสำคัญสำหรับคนยุคนี้นั่นเองค่ะ

‘เวลา’ ถือเป็นทรัพย์สินที่มีค่าและราคาแพงสำหรับคนยุคปัจจุบัน เพราะการให้เวลากับตัวเอง ไม่ใช่แค่ทำให้เราได้พักผ่อนแต่ยังทำให้เราได้ทบทวนและรู้จักตัวเองมากขึ้นค่ะ


Source

https://www.preparedfoods.com/articles/131151-inside-innovas-top-5-consumer-trends-for-2026 

https://health.osu.edu/health/mental-health/alone-time-is-important-for-mental-health 

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9851043/ 

https://www.insomniac.com/magazine/why-experiences-are-more-important-than-stuff/ 

https://www.medindia.net/news/healthwatch/is-social-media-quietly-causing-digital-burnout-222383-1.htm 

Related Articles

ชวนรู้จัก “Turtle Theory” เดินอย่างเชื่องช้า แต่ก้าวหน้าอย่างมั่นคง

ชวนรู้จัก “Turtle Theory” เดินอย่างเชื่องช้า แต่ก้าวหน้าอย่างมั่นคงสู่ความสำเร็จ ตอนเด็กๆ หลายคนคงเคยได้ยินนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่ากันใช่ไหมคะ ถึงเต่าจะเชื่องช้า แต่เขาไม่เคยหยุดเดิน จนเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ เช่นเดียวกับ “Turtle Theory” ในมุมที่เราจะสื่อถึงอาจไม่ใช่ทฤษฎีทางจิตวิทยาโดยตรง แต่เป็นสิ่งที่จะทำให้เราได้ค้นพบความหมายของชีวิต นั่นคือ การลองก้าวเดินอย่างช้าๆ ชะลอชีวิต ไม่ต้องไปโฟกัสว่าใครจะเดินเร็วกว่าเรา ซึ่งเป็นการลดความเครียดและปกป้องหัวใจของตัวเอง 

ไขข้อสงสัย ลืมของบ่อยๆ แค่ลืมหรือเสี่ยงอัลไซเมอร์กันแน่

ไขข้อสงสัย ลืมของบ่อยๆ  แค่ลืมหรือเสี่ยงอัลไซเมอร์กันแน่ เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมเราชอบลืมของบ่อยๆ เดียวลืมกระเป๋าสตางค์ เดี๋ยวลืมกุญแจรถ เดี๋ยวลืมแว่น หรือบางคนลืม Notebook ไว้ที่บ้านแล้วตัวเองมาทำงาน เพราะอะไรกันนะเราถึงได้ลืมของที่เราจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน  สำนักข่าว Times of India ได้ลงผลสำรวจที่มีชื่อว่า Average person forgets

Mom and kids… ทำไมแม่ถึงต้องคิดไปไกลเสมอ

แม่คิดเยอะเกินหรือกังวลมากไปรึเปล่า? ความรักของแม่ เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่เสมอ นั่นทำให้แม่อาจจะคิดไปไกลมากกว่าคนอื่นๆ หลายคนอาจจะพูดว่าแม่คิดมาก แต่แท้จริงแล้วแม่แค่คิดไปเผื่อวันข้างหน้า เพื่อให้ลูกเติบโตมาอย่างดีที่สุด จึงคิดไปไกลตั้งแต่อยู่ในท้องไม่ว่าจะเป็นลูกถนัดทางด้านไหน จะเรียนที่ไหน หรือเติบโตในสภาพแวดล้อมอย่างไรและอีกมากมาย การคิดมากของแม่เกิดจากกระบวนการในสมอง เพราะสมองถูกออกแบบมาให้คาดการณ์อนาคต โดยจำข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีตร่วมกับปัจจุบัน เตรียมร่างกายเพื่อระวังภัยในอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับลูกได้ เพื่อให้ลูกปลอดภัย เช่น แม่คิดว่าลูกจะหกล้ม ก็จะเอามือไปจับก่อนที่เหตุจะเกิดนั่นเองค่ะ  อย่างไรก็ตาม เราต้องเข้าใจว่าเราไม่อาจควบคุมทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้