"ภูมิแพ้ออฟฟิศ"
โรคใกล้ตัวที่คนทำงานไม่ควรมองข้าม

 คุณเป็นแบบนี้อยู่ไหม?
“ภูมิแพ้ออฟฟิศ”
โรคใกล้ตัวที่คนทำงานไม่ควรมองข้าม

มีใครเคยได้ยินโรคภูมิแพ้ออฟฟิศไหมคะหลายคนคงสงสัยกันใช่ไหมคะว่าโรคนี้มีจริงหรือเปล่า?

ทุกวันนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่ทำงานเป็นมนุษย์ออฟฟิศ ต้องทำงานอยู่บนตึกหรือห้องที่ไม่มีอากาศถ่ายเท ซึ่งมีตึกทำงานออฟฟิศจำนวนไม่น้อยเป็นระบบปิด และผู้คนต้องทำงานอยู่ในสถานที่ดังกล่าว ประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวัน

เมื่ออากาศภายในอาคารถ่ายเทได้ไม่ดีทำให้ฝุ่นสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละอองที่สะสมอยู่ในอากาศ ตามโต๊ะทำงาน หรือในบริเวณที่ทำความสะอาดไม่ได้ และอีกมากมาย กลายเป็นบ่อเกิดของโรคภูมิแพ้ออฟฟิศ หรือ “Sick Building Syndrome (SBS)” 

ข้อมูลจาก Consumer Product Safety Commission พบว่าประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของอาคารใหม่หรืออาคารที่ถูกรีโนเวทมีคุณภาพอากาศไม่ดี เนื่องจากมีระบบระบายอากาศไม่ดีเท่าที่ควร นอกจากปัญหาเรื่องฝุ่นแล้ว สาเหตุของโรคนี้อาจมาจากอันตรายจากสารเคมี เช่น จากน้ำยาทำความสะอาด หรือแม้กระทั่งความเครียดของคนทำงาน

อย่างไรก็ตาม โรคนี้จะมีอาการคล้ายกับคนเป็นหวัด อาการนี้จะดีขึ้นเมื่อไม่ได้อยู่ในตึก แต่จะกลับมาเป็นเมื่อกลับเข้ามาในสถานที่เดิม ทำให้หลายคนอาจจะไม่คิดว่าตัวเองเป็นโรคภูมิแพ้ออฟฟิศนั่นเองค่ะ

วันนี้ Mental Life by Chanisara จะพาทุกคนไปหาคำตอบว่า “โรคภูมิแพ้ออฟฟิศ” คืออะไร แล้วชาวออฟฟิศจะสามารถป้องกันและรู้เท่าทันได้อย่างไร เพื่อไม่ให้กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและสุขภาพของเราค่ะ

“โรคภูมิแพ้ออฟฟิศ” เกิดจากอะไรกันนะ? 

โรคนี้จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับมลพิษในอาคาร เช่น ฝุ่นละอองที่สะสมอยู่เป็นจำนวนมาก และไม่ใช่แค่นั้นการที่ประเทศไทยมีอากาศร้อนอบอ้าว ไม่ได้มาจากแสงแดดเพียงอย่างเดียว แต่มาจากฝุ่นมลพิษทางจราจร การก่อสร้างบ้านหรือตึก เมื่อหลุดรอดมาในอาคารที่มีระบบปิด ทำให้ไม่สามารถระบายอากาศออกไปได้ส่งผลให้อากาศในออฟฟิศไม่ดีและก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ออฟฟิศตามมานั่นเองค่ะ

รู้ไหมอาคารปิดอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นตัวเก็บฝุ่นชั้นดี!

การที่อยู่ในอาคารปิด อากาศจะหมุนเวียนซ้ำๆ เพราะไม่สามารถถ่ายเทได้ ทำให้ฝุ่นละอองเล็กๆ สะสมอยู่ เนื่องจากไม่มีทางระบาย รวมถึงหากไม่ได้ล้างแอร์เป็นเวลานานจะทำให้ฝุ่นสะสม แล้วเวลาเปิดแอร์ ฝุ่นก็จะกระจายไปทั่วบริเวณ ทำให้สถานที่ที่อากาศไม่ถ่ายเทเป็นจุดที่สะสมฝุ่นชั้นดีนั่นเองค่ะ

สาเหตุ “โรคภูมิแพ้ออฟฟิศ” ตัวการร้ายที่หลายคนคาดไม่ถึง 

มลภาวะเหล่านี้สามารถซ่อนอยู่ได้รอบตัวในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่ซ่อนอยู่ตามโต๊ะ แบคทีเรียที่ซ่อนอยู่ในแอร์ กลิ่นน้ำยาความสะอาดที่ใช้ทุกวัน หรือแม้กระทั่ง กลิ่นหมึกปากกา หรือแม้แต่สถานที่ที่ไม่โดนแสงแดด สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเป็นสาเหตุที่อาจจะทำให้เกิดภูมิแพ้ออฟฟิศทั้งหมด โดยแบ่งเป็น 3 ปัจจัยหลัก ดังนี้

• สภาพแวดล้อม เช่น การระบายอากาศไม่ดี แสงสว่างไม่เพียงพอ หรืออยู่ในสถานที่ที่มีเสียงรบกวน
• มลพิษและสารเคมี เช่น น้ำยาทำความสะอาด น้ำยาฆ่าแมลง กลิ่นหมึก ควันบุหรี่ และอื่นๆ อีกมากมาย
• ภาวะทางจิตใจ เช่น ความเครียดในที่ทำงาน ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout)

สัญญาณเตือนจากร่างกาย เมื่อเป็นโรคภูมิแพ้ออฟฟิศ

จะแสดงอาการตามระบบประสาท ดังนี้

• ระบบประสาท – ทำให้หน้ามืด คลื่นไส้ เพลีย และไม่มีสมาธิ
• ระบบทางเดินหายใจส่วนบน – ทำให้มีอาการตาแห้ง แสบจมูก คัดจมูก จาม ระคายเคืองคอ หายใจลำบาก หรือแน่นหน้าอก
• ระบบภูมิคุ้มกันและกล้ามเนื้อ – ทำให้ปวดเมื่อยร่างกาย ไม่สบายตัว อาจมีไข้หรือหนาวสั่น
• ผิวหนัง – ทำให้ผิวแห้งและมีอาการคัน

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า โรคนี้จะมีอาการคล้ายหวัดทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่างและเราสามารถสังเกตได้คือ “อาการจะดีขึ้นเมื่อเราออกไปจากตึกที่ทำงานและจะกลับมาเป็นอีกครั้ง เมื่อเราเข้าตึกมาทำงานในสถานที่เดิม” ซึ่งถ้าเป็นหวัดในช่วงหนึ่งถึงสองอาทิตย์ก็จะหายป่วย แต่ถ้าเป็นโรคภูมิแพ้ออฟฟิศ หากอยู่ในสถานที่เดิมอาจจะเกิดอาการเรื้อรังได้

ภูมิแพ้ออฟฟิศป้องกันอย่างไรกันนะ?

  1. จัดสภาพแวดล้อมใหม่

• ทำความสะอาดเคลียร์พื้นที่ให้โล่ง เพื่อไม่ให้ฝุ่นสะสม
• เพิ่มพื้นที่สีเขียว เพิ่มต้นไม้ช่วยกรองอากาศและสร้างบรรยากาศสดชื่น
• ไม่อยู่ในพื้นที่อับแสง พยายามจัดให้พื้นต่างๆ ได้รับแสงธรรมชาติอย่างทั่วถึง เพื่อความรู้สึกโปร่งโล่งและไม่อับชื้น

  1. ดูแลทำความสะอาดและทำให้อากาศถ่ายเท

• ล้างแอร์ทุกๆ 6 เดือน
• เปิดหน้าต่าง (ถ้ามี) เพื่อให้อากาศถ่ายเท
• หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ในบริเวณที่อากาศไม่ระบาย


3.ป้องกันและดูแลสุขภาพตัวเอง

• ดื่มน้ำมากๆ ทำให้ผิวชุ่มชื้น ตาไม่แห้ง
• ดูแลสุขภาพร่างกาย ออกกำลังกาย นอนหลับให้เพียงพอ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
•
รับอากาศบริสุทธิ์จากธรรมชาติ เพื่อให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นและได้บรรเทาความเหนื่อยล้า


โรคภูมิแพ้ออฟฟิศเป็นโรคที่ชาวออฟฟิศไม่ควรมองข้าม เพราะเพียงแค่ฝุ่นละอองเล็กๆ หรือมลพิษทางอากาศในออฟฟิศที่เราอยู่ อาจทำให้เราป่วยได้เลย ดังนั้น เราต้องหมั่นดูแลทั้งร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงอยู่เสมอค่ะ 


Source

https://www.healthline.com/health/sick-building-syndrome 

https://www.dailynews.co.th/news/5762163/ 

https://www.krungthai-axa.co.th/th/health-advisories/sick-building-syndrome 

https://www.facebook.com/share/p/1KA6nz9R2r/ 

Related Articles

ชวนรู้จัก “Turtle Theory” เดินอย่างเชื่องช้า แต่ก้าวหน้าอย่างมั่นคง

ชวนรู้จัก “Turtle Theory” เดินอย่างเชื่องช้า แต่ก้าวหน้าอย่างมั่นคงสู่ความสำเร็จ ตอนเด็กๆ หลายคนคงเคยได้ยินนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่ากันใช่ไหมคะ ถึงเต่าจะเชื่องช้า แต่เขาไม่เคยหยุดเดิน จนเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ เช่นเดียวกับ “Turtle Theory” ในมุมที่เราจะสื่อถึงอาจไม่ใช่ทฤษฎีทางจิตวิทยาโดยตรง แต่เป็นสิ่งที่จะทำให้เราได้ค้นพบความหมายของชีวิต นั่นคือ การลองก้าวเดินอย่างช้าๆ ชะลอชีวิต ไม่ต้องไปโฟกัสว่าใครจะเดินเร็วกว่าเรา ซึ่งเป็นการลดความเครียดและปกป้องหัวใจของตัวเอง 

ไขข้อสงสัย ลืมของบ่อยๆ แค่ลืมหรือเสี่ยงอัลไซเมอร์กันแน่

ไขข้อสงสัย ลืมของบ่อยๆ  แค่ลืมหรือเสี่ยงอัลไซเมอร์กันแน่ เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมเราชอบลืมของบ่อยๆ เดียวลืมกระเป๋าสตางค์ เดี๋ยวลืมกุญแจรถ เดี๋ยวลืมแว่น หรือบางคนลืม Notebook ไว้ที่บ้านแล้วตัวเองมาทำงาน เพราะอะไรกันนะเราถึงได้ลืมของที่เราจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน  สำนักข่าว Times of India ได้ลงผลสำรวจที่มีชื่อว่า Average person forgets

Mom and kids… ทำไมแม่ถึงต้องคิดไปไกลเสมอ

แม่คิดเยอะเกินหรือกังวลมากไปรึเปล่า? ความรักของแม่ เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่เสมอ นั่นทำให้แม่อาจจะคิดไปไกลมากกว่าคนอื่นๆ หลายคนอาจจะพูดว่าแม่คิดมาก แต่แท้จริงแล้วแม่แค่คิดไปเผื่อวันข้างหน้า เพื่อให้ลูกเติบโตมาอย่างดีที่สุด จึงคิดไปไกลตั้งแต่อยู่ในท้องไม่ว่าจะเป็นลูกถนัดทางด้านไหน จะเรียนที่ไหน หรือเติบโตในสภาพแวดล้อมอย่างไรและอีกมากมาย การคิดมากของแม่เกิดจากกระบวนการในสมอง เพราะสมองถูกออกแบบมาให้คาดการณ์อนาคต โดยจำข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีตร่วมกับปัจจุบัน เตรียมร่างกายเพื่อระวังภัยในอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับลูกได้ เพื่อให้ลูกปลอดภัย เช่น แม่คิดว่าลูกจะหกล้ม ก็จะเอามือไปจับก่อนที่เหตุจะเกิดนั่นเองค่ะ  อย่างไรก็ตาม เราต้องเข้าใจว่าเราไม่อาจควบคุมทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้